header
Untitled Document
Left
 
สั่งซื้อ หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว แจกฟรีทันที รักร้อนดั่งไฟ, ไฟรักผลาญใจ, ใจขอเพียงรัก, ดั่งสวรรค์สาป...ว่าให้รัก, หวานชะมัดแผนรักปล้นใจ จะเลือกเล่มใดเล่มหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้ ค่าส่งเล่มละ 50 บาท (เลือก 5 เล่มก็ 250 บาท) โอนเงินมาพร้อมกับการสั่งซื้อ หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว เข้าบัญชี มงคลชัย ชัยวิสุทธิ์ ธนาคารกสิกรไทย 731-2-44211-0 เสร็จแล้วส่งสลิปใบโอนเงินและชื่อที่อยู่ที่ให้จัดส่งพร้อมเบอร์โทรศัพท์ มาที่ mchaivis@hotmail.com โปรโมชันนี้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2559 เท่านั้น รีบหน่อยนะคะก่อนหนังสือจะหมด

Click
สร้างรักริมใจ
โดย aricha เมื่อ 2013-02-14
บทที่ 1

ที่ดินขนาดสี่ร้อยตารางวาปกคลุมด้วยพื้นหญ้าสีเขียวขจี ถูกตัดสั้นเป็นระเบียบเสมอกัน แสดงถึงความเอาใจใส่อย่างพิถีพิถันของโครงการ ถนนด้านหน้าปูลาดด้วยคอนกรีตหนา ต้นไม้ขนาดกลางจำพวกทรงบาดาลและอินทนิล ปลูกเรียงรายสลับคละเคล้ากันไประหว่างเส้นทางอันทอดยาว ถัดออกไปจากถนนคือทะเลสาบกว้าง ลำน้ำทอดนิ่ง จะพริ้วไหวบ้างก็ต่อเมื่อสายลมโปรยผ่านระรอกริ้วระยับ ยามกระทบกับแสงแดดยามบ่ายคล้อยเช่นนี้
“หนูแดงแน่ใจแล้วหรือ ที่จะปลูกบ้านในโครงการนี้”
บรุษร่างท้วมดวงหน้าเย็นจืด เอ่ยถามสตรีร่างระหงในชุดกางเกงยีนส์สีซีด กับเสื้อแขนกุดสีโอล์ดโรสจับจีบระบายด้วยลูกไม้ขนาดเล็กขับผิวที่ขาวดุจกระเบื้องเคลือบนั้นให้กระจ่างตายิ่งนัก
“แน่ใจซิค่ะพี่ฉาย...ก็มันเป็นที่ดินผืนเดียวที่คุณพ่อตั้งใจจะกลับมาใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณที่นี้ ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต” นาถนพินบอกอย่างเชื่อมั่น ครอบครัวของเธอได้อพยพไปลงหลักปักฐานถึง ดินแดนอันไกลโพ้นอีกซีกโลกหนึ่ง ‘สหรัฐอเมริกา’ แผ่นดินอันศิวิไลซ์และทันสมัยที่คนไทยหลายคนนิยมไปขุดทองที่นั้น รวมทั้งครอบครัวของเธอเอง ...บิดาซึ่งทำงานเป็นวิศวกรไฟฟ้าได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้วหลายปีเพื่อปูทางสำหรับครอบครัว เมื่อทุกอย่างลงตัวทั้งงานและที่อยู่อาศัย จึงตัดสินใจหอบหิ้วภรรยาและลูกสาวคนเดียวที่กำลังก้าวย่างเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น ไปใช้ชีวิตอยู่ที่โน้น...แม้จะจากบ้านเกิดเมืองนอนไปนานนับสิบปี หากบิดามารดาก็มิได้ละเลยที่จะอบรมสั่งสอนถึงวัฒนธรรมอันดั่งเดิมของบรรพชน ความเป็นคนไทยสำนึกรักบ้านเกิดเมืองนอนถูกฝั่งลึกเข้าสู่หัวใจของ ‘นาถนพิน’
“แต่ถ้าหนูแดงจะปลูกบ้านที่นี้จริงๆ ก็อาจจะห่างไกลจากญาติพี่น้องนะ...ทำไมไม่ไปปลูกที่อยุธยาล่ะ ที่ดินของคุณยายก็กว้างขวางอยู่นะ” อรุณฉายท้วงขึ้นอีกครั้ง เขาเห็นญาติผู้น้องคนนี้มาตั้งแต่เล็ก เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของน้าทวีพร ซึ่งเป็นน้องสาวของมารดา
“คุณแม่อยากให้ปลูกที่นี้ค่ะ เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่า เราจะกลับมาอยู่เมืองไทยพร้อมหน้ากัน พ่อแม่ลูก” ปลายประโยคน้ำเสียงของเจ้าตัวสั่นเครือเล็กน้อย เมื่อนึกถึงบิดา...อุษัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ผู้ให้กำเนิด จากไปอย่างไม่มีวันกลับ…
“อยากได้บ้านไตส์ไหนล่ะ ชั้นเดียว สองชั้น หรือประเภทเล่นระดับตีลังกาหน้าหลัง” อรุณฉายถามญาติผู้น้อง น้ำเสียงกลั้นหัวเราะ ด้วยอาชีพสถาปนิกทำให้เขาพอจะประเมินบุคลิกของลูกค้ากับรสนิยมส่วนตัวได้ แม้จะไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ หากก็ ‘เฉียดถูก’ มาหลายครั้ง
“แล้วพี่ฉายคิดว่าหนูแดงจะเลือกแบบบ้านไหนดีคะ?” หญิงสาวย้อนถาม สีหน้าดูแจ่มใสขึ้นกว่าเมื่อครู่ หญิงสาวเดินข้ามถนนคอนกรีตนั้นไปยืนใต้ร่มเงาของต้นอินทนิล ดอกสีม่วงแกมชมพูบานสะพรั่งเต็มต้น บางส่วนปลิดปลิวลงสู่พื้นดิน ดูละลานตาละม้ายคล้ายพรมสีหวาน หญิงสาวหันหลังให้กับทะเลสาบกว้างมองตรงไปยังพื้นดินที่เธอเป็นเจ้าของบ้านในความฝันของเธอ ต้องหันหน้าออกสู่ทะเลสาบ หน้าต่างประตูเปิดกว้าง เพื่อต้อนรับสายลมอันพลิ้วไหว...
“แบบโมเดิร์นมั้ง...เน้นความหรูหราแบบกระทัดรัด” ญาติผู้พี่บอกขณะเดินข้ามถนนตามมา
“ผิดค่ะ!”
“เฮ้ย! ไม่น่าพลาดมือชั้นเซียนขนาดนี้เดาผิดได้ไงวะเนี่ย มิน่าล่ะเขาถึงว่าอย่าเอานิยายอะไรกับนักเขียน เพ้อเจ้อไม่น่าเชื่อถือ” อรุณฉายพาลพาดพิงไปถึงอาชีพของอีกฝ่าย ด้วยท่าที่หยอกเย้า
“ใครมาให้นิยามไว้ค่ะหนูแดงไม่เคยได้ยิน ฟังดูแปลกๆ”
“นิยามของพี่เองแหละ ประเมินจากตัวหนูแดงเป็นหลัก” ปลายประโยคเจ้าตัวหัวเราะร่วน ที่สับขาหลอกได้
“โอ๊ย!พี่ฉายเนี่ยทุกทีเลยนะชอบอำหนูแดงตลอด ไม่เบื่อบ้างหรือไงคะ อำตั้งแต่เด็กจนโต” นาถนพินพูดพลางค้อนให้วงเล็กๆ
“รักดอก จึงหยอกเล่น เจ้าน้องยาเอย...ไป๊กลับเถอะ เห็นโล่งๆอย่างนี้แต่ร้อนอบอ้าวน่าดูท่าเย็นนี้จะมีฝนเสียล่ะมั้ง”
ร่างท้วมของชายหนุ่มก้าวเดินไปยังรถเก๋งสีดำใหม่เอี่ยม ที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก โดยมีร่างโปร่งระหงเดินตามไปติดๆ
“แล้วจะให้พี่ไปส่งที่ไหนเนี่ย”
อรุณฉายเอ่ยถามญาติผู้น้อง เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากโครงการ มาได้ระยะหนึ่ง
“ที่คอนโดค่ะ คุณแม่รอหนูแดงอยู่”
นาถนพินตอบเบาๆหลังเธอและมารดาตัดสินใจเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทยถาวร และระหว่างรอการปลูกสร้างบ้าน ควรจะมีที่พักชั่วคราว ที่ไม่ยุ่งยากมากนัก การตัดสินใจเช่าคอนโดมิเนียมอยู่ จึงสมเหตุสมผลมากกว่าสิ่งใด
“อยู่บ้านคุณยายที่อยุธยาเสียก็สิ้นเรื่อง ไม่ต้องมาเปลืองค่าเช่าอยู่ตั้งหลายเดือน คอนโดสองห้องนอนก็ใช่ว่าจะถูก” คนทำหน้าที่สารถียังบ่นต่อไปอีกเล็กน้อย หากคนนั่งฟังดวงหน้ายังคงเรียบเฉย..จะมีก็เพียงรอยยิ้มบาง ในบางครั้งของเสียงบ่นนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีพี่ฉายก็ยังคงเป็นพี่ฉาย ที่มักจะบ่นกับเธอได้ทุกเรื่อง ‘สม่ำเสมอ’ ไม่เคยเปลี่ยน


ตึกสำนักงานขนาดกระทัดรัดสีขาว รูปทรงเน้นดีไซน์แนวใหม่ ผสานความสวยงามและความสะดวกเข้าด้วยกัน ตัวอาคารแยกออกเป็นสองส่วนหากเชื่อมต่อกันด้วยสะพานเหล็ก ทาทับด้วยสีเขียวเข้มทำหลังคากันแดดฝน ด้วยเถาไม้เลื้อยของต้นเล็บมือนาง เนื่องจากวิสัยทัศน์ขององค์กรเน้น ‘ลดโลกร้อน ด้วยพรรณพฤษ’
ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบของสุภาพบุรุษในสำนักงาน ที่เจ้าตัวคงหล่อตอนเช้าหากพอบ่ายแก่ก็สุดแล้วแต่เวรกรรม ด้วยแขนเสื้อเชิ้ตนั้นถูกพับร่นขึ้นอย่างลวกๆ ผมตั้ดสั้นดูยุ่งเหยิงเมื่อเจ้าของถอดหมวกเซฟตี้ออกจากศีรษะ ขณะเปิดประตูกระจกเข้าไปด้านใน
“เฮ้ย!วันนี้โผล่พระเศียร เข้ามาออฟฟิศได้ไงวะ” อรุณฉายร้องทักเสียงดังเมื่อร่างสูงเดินเข้าไป
“ก็คิดถึงพี่นะซิก็เลยแวะเข้ามา” กรกฎพูดพลางเหวี่ยงหมวกสีขาวใบนั้นไปยังโซฟามุมห้อง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามคนร้องทัก ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบันจนโยงใยมาถึงการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจร่วมกัน อรุณฉายรับผิดชอบงานออกแบบ ส่วนเขารับผิดชอบด้านงานก่อสร้าง
“ใกล้เสร็จแล้วไม่ใช่หรือโรงงานที่สมุทรสาคร”
“เหลือเก็บงานอีกนิดหน่อยครับพี่ กลางเดือนหน้าก็ส่งมอบงานให้ลูกค้าได้”
“จบงานนี้พี่จะขอให้ปูสร้างบ้านให้ญาติพี่หน่อยวะ… เป็นลูกพี่ลูกน้องกันนี่แหละ เมื่อก่อนเขาอยู่เมกา ตอนนี้กลับมาอยู่เมืองไทยถาวรก็เลยจะปลูกบ้านอยู่ ที่ดินอยู่แถวปทุมพวกโครงการจัดสรรแต่ลูกค้าเลือกแบบบ้านเองได้”
กรกฏรับฟังอีกฝ่ายเงียบๆ พื้นเพของรุ่นพี่คนนี้ฐานะทางครอบครัวอยู่ในขั้นดีไม่น้อย ‘ญาติ’ ก็คงไม่ต่างกันนัก แม้จะรู้จักกันในรั้วสถาบันการศึกษา หากเมื่อความสนิทสนมเพิ่มพูนชายหนุ่มจึงรับรู้อีกข้อหนึ่งว่า หุ้นส่วนรุ่นพี่ของเขามีญาติทางมารดา เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกับปู่ของเขาด้วย
“จะสร้างบ้านแบบไหนเหรอพี่ สองชั้นหรือชั้นเดียว” ชายหนุ่มเอ่ยถาม พลางหยิบปากกาบนโต๊ะทำงานของอีกฝ่ายมาหมุนเล่น
“ยังไม่ได้คุยกันละเอียดเท่าไรเห็นว่าจะเข้ามา จนป่านนี้ยังไม่มาเลยสงสัยวันจันทร์โน้นละมั้ง” อรุณฉายตอบด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆสายตาแลเลยไปยังประตูกระจกที่มีเงาวูบไหวของใครบางคน ก่อนจะถูกผลักเข้ามา
“เฮ้ย!พี่ปูนึกว่าหนุ่มที่ไหน ตัดผมซะสั้นเชียว...หล่อจนจำเกือบไม่ได้เน่ะ” เสียงร้องทักอย่างตื่นเต้นจากคนเข้ามาใหม่ ทำให้เจ้าของชื่อต้องหันกลับไปมอง หญิงสาวรูปร่างค่อนข้างเจ้าเนื้อผิวพรรณละม้ายพุทธาดิบ ในชุดทำงานทันสมัย ก้าวเร็วเข้ามาจับแขนอีกฝ่ายอย่างถึงเนื้อถึงตัว
“คิดถึงจังเลย… พี่ปูไม่เข้าออฟฟิศเสียตั้งนาน ที่นี้ดูเงียบเหงาไปถนัดใจเชียว” ตวงตาจีบปากจีบคอพูด มือก็ยังเกาะเกี่ยวล่ำแขนของอีกฝ่ายด้วยความคุ้นเคยจากการทำงานร่วมกัน
“พี่ไม่ใช่นักร้องนะโว้ยไอ้ตา จะได้สร้างความบันเทิงรื่นเริงให้คนทั้งบริษัท”
“แหมพี่ปูก็...ล้อเล่นเฉยๆ” เจ้าหล่อนบอกพลางกลอกตาขึ้นมองเพดาน ท่าทีเหมือนดาราหนังฝรั่ง “แล้วนี่พี่ปูจะอยู่เย็นไม๊เนี่ยจะได้ชวนไปดริ๊ง...เนอะพี่ฉายเนอะ” ตวงตาพยักพเยิดไปยังสถาปนิกหนุ่ม การทำงานร่วมกันในองค์กรที่ไม่ใหญ่โตมากนัก ทำให้ความสนิทสนมระหว่างหัวหน้างานกับลูกน้องดูไม่ห่างเหินจนเกินไป
“เออนั้นสิปู...อยู่ฟาดเบียร์ด้วยกันก่อนซิวะไม่ได้ไปไหนกันมาเป็นเดือน ดึกๆค่อยกลับก็ได้...เห็นมีร้านมาเปิดใหม่หน้าปากซอยไปลองนั่งดูกัน”
คนอาวุโสสุดในห้องมิได้ค้าน หาก ‘สนับสนุน’ ด้วยกิจกรรมหลังเลิกงานมักวนเวียนอยู่ไม่กี่อย่าง
“วันหลังดีกว่าพี่วันนี้ต้องไปบ้านสวนของพ่อ โทรมาตามหลายรอบแล้ว” กรกฎปฎิเสธ
“มีอะไรวะ...หรือจะตามให้ไปแต่งเมีย” อรุณฉายพูดเสียงกลั้นหัวเราะ ด้วยหุ้นส่วนรุ่นน้องคนนี้เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการทำงานที่เจ้าตัวทุ่มเทอย่างหนัก
“ไม่ใช่หรอกพี่คงคิดถึงมากกว่าผมไม่ได้กลับไปหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่สร้างโรงงานที่สมุทรสาคร...ไปก่อนนะพี่ สี่โมงแล้วเดี๋ยวรถติดบานตะไท” พูดจบเจ้าตัวก็ลุกพรวด ซึ่งคนในห้องก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไรนัก กับอาการ ‘คิดเร็ว ทำเร็ว’ เช่นนี้


เรือนไทยแนวประยุกต์ที่ผสมผสานระหว่างความเก่าและความใหม่เข้าด้วยกัน แทรกตัวอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นด้วยแมกไม้นานาพรรณ ถนนจากประตูรั้วเข้าไปสู่ตัวบ้านปูลาดด้วยอิฐมอญสีแดงดูเปียกชื้น หลังหยาดน้ำฝนที่โปรยปรายลงเมื่อครู่ใหญ่…กรกฎจอดรถยนต์ใต้ต้นมะกอกน้ำ เสียงตีระนาดเอกดังแว่วออกมาจากตัวบ้าน ปู่คงซ้อมมือยามเมื่ออารมรณ์ดีอีกเช่นเคย
“ปู่หวัดดีครับ...” ชายหนุ่มเยี่ยมหน้าเข้าไปพลางยกมือไหว้ชายชราที่ยังดูแข็งแรง ผมเป็นสีขาวทั้งศีรษะหากแววตาและสีหน้าดูแจ่มใสยิ่งนัก เมื่อเห็นบุรุษร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามา
“เจ้าปูมายังไงเนี่ย” ร้องทักพลางตบพื้นใกล้ตัวเชิญชวนให้หลานชายคนเดียวเข้ามานั่งใกล้ ‘หอกลาง’ นั้นกว้างยกพื้นสูง มีเครื่องดนตรีวางอยู่หลายชิ้นด้วยอาชีพดั่งเดิมของผู้มากวัยแต่เก่าก่อนคือการทำวงปี่พาทย์ หากปัจจุบันได้ละทิ้งเสียแล้ว ด้วยอายุขัยที่เพิ่มขึ้นนานๆครั้งผู้อาวุโสจะหยิบจับขึ้นมาเล่นให้ลูกหลานฟังบ้าง เนื่องในโอกาสพิเศษ หรือ ‘อารมณ์ศิลปิน’ บังเกิด
“ก็ขับรถมาสิปู่ จะให้ผมขี่ม้าศึกมาหรือไง...ไกลเอาการอยู่น่า” ชายหนุ่มตอบสีหน้าดูล้อๆ
“บ๊ะไอ้นี่! ถามดีๆมาตอบกวน เดี๋ยวก็เคาะหัวด้วยไม้นวมเสียนี่” ท่านผู้เฒ่าชักมีน้ำโหด้วยหลานชายมักชักใบให้เรือเสียอยู่เรื่อย “จะมาก็ไม่โทรมาบอกล่วงหน้า ปู่จะให้เอ็งซื้อของมาฝากจั๊กกะหน่อย”
“ซื้ออะไรหรือปู่” กรกฎเอ่ยถามพลางล้มตัวลงนอนกับพื้นบ้าน ชายหนุ่มลากหมอนใบเล็กๆมาหนุนศีรษะ
“โทรศัพท์มือถือ...” ผู้มากวัยตอบด้วยความมั่นใจ
“หือ...ปู่จะเอาไปทำอะไร?” หลานชายที่นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นถามด้วยความแปลกใจ
“เอ้า! ข้าก็จะเอามาฮัลโหลฮัลเล๋บ้างซิวุ้ย”
“โอ๊ย! รุ่นนี้แล้วปู่จะเอาไปคุยกับใคร” ชายหนุ่มบอกพลางหัวเราะเบาๆ
“อย่าว่าไป ไอ้ผลคลองฝั่งกะโน้นมันยังมีเลย ข้าก็อยากมีมั้งซิ” คราวนี้หลานชายเลยถึงบางอ้อปู่ ‘กลัวน้อยหน้าเพื่อนฝูง’
“เดี๋ยวมาคราวหน้าจะซื้อมาให้นะปู่...แล้วนี่พ่อเขาไม่อยู่หรือมาตั้งนานแล้ว ผมยังไม่ได้ยินเสียงเลย” เขาเอ่ยถามถึงบิดา คุณวศินอดีตวิศวกรโยธากรมทางหลวงซึ่งเกษียณอายุราชการมาหลายปีแล้ว ตอนนี้หันมาจับงานเพาะชำต้นไม้ ช่วงแรกก็เป็นเพียงงานแก้เบื่อ หากเมื่อนานวันเข้าก็กลับกลายเป็นธุรกิจขนาดเล็กของครอบครัวไปเสีย จากเรือนเพาะชำหลังเล็กๆจนบัดนี้ข้างเรือนไทยจึงมีสารพัดต้นไม้ ทั้งใบประดับ และดอกประดับ
“พ่อเอ็งเขาเข้าไปประชุมในตัวอำเภอ เรื่องปุ๋ยเรื่องยาอะไรเทือกนี้แหละ มืดโน้นละมั้งถึงจะเข้าบ้าน คงอยู่คุยกับเพื่อนกับฝูงก่อน”
หลังมารดาเสียชีวิตเมื่อสามปีที่แล้วบิดามักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานในสวน พบปะเพื่อนฝูงบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดห่างจากวงสังคมจนเกินไป
“ปู่ไปอาบน้ำก่อนวะวันนี้อบอ้าวพิกล”
“ครับ” ชายหนุ่มรับรู้ในคำบอกกล่าวนั้น เมื่อลับร่างของผู้มากวัยเขาจึงปิดเปลือกตาลง ความเหนื่อยอ่อนจากการทำงานภาคสนามกับความโล่งโปร่งสบายของตัวเรือน ทำให้เคลิ้มหลับไปอย่างง่ายดาย
ร่างผอมบางของเด็กชายอายุประมาณ 8 ขวบเนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำ หอบหิ้วสายบัวกำใหญ่ขึ้นจากศาลาท่าน้ำหลังบ้าน ร่างเล็กๆนั้นหยุดกึกเมื่อสายตาประทะเข้ากับรถยนต์คันโก้ที่จอดอยู่ใต้ต้นมะกอกน้ำ รอยยิ้มลิงโลดจึงผุดพรายขึ้นมาในทันที พร้อมกับเสียงเรียกชื่อดังลั่นตั้งแต่ยังไม่ถึงหัวกระไดบ้าน
“พี่ปู! พี่ปูอยู่ไหน?” …ไร้เสียงตอบ เจ้าตัวเล็กจึงวิ่งขึ้นบันไดพรวดพลางแหกปากอีกครั้ง
“พี่ปู ไอ้พี่ปูโว้ย!”
‘ไอ้พี่ปู’ ลุกพรวดด้วยมือเย็นเจี๊ยบนั้นแตะลำแขน เมื่อรู้ว่าเป็นใครชายหนุ่มแทบจะถวายมะเหงกให้คนตรงหน้า
“ไอ้แมง! นึกว่าผี ไปทำอะไรมาวะมือเย็นยังกะคนตาย”
มันไม่พูดหากยิ้มโชว์ฟันที่บอกลาเหงือกไปแล้วหนึ่งซี่ เจ้าวายร้ายคนนี้มันเข้ามาอาศัยใต้ร่มไม้ชายคาบ้านเขา เมื่อหลายปีก่อน สายสัมพันธ์เป็นเพียงญาติห่างๆของปู่ หากชีวิตมันดูน่าสงสารนักพ่อถูกยิงตายตอนไล่จับโจรปล้นร้านทอง ส่วนแม่ก็หนีตามพระเอกลิเกไปจ้อยทิ้งลูกน้อยหอยสังข์ไว้เพียงลำพัง พ่อกับปู่จึงยื่นมือเข้าไปอุปการะมันไว้ ชายหนุ่มเองก็เป็นลูกโทนเขาจึงรักและเอ็นดูมันเหมือนน้องในใส้
“หนูเห็นพี่ปูมา... ก็ดีใจจนลืมตัวจ๊ะ” มันปากหวานนัก
“แต่ข้าจะหัวใจวายตายเพราะเอ็งเมื่อกี้” กรกฎบ่นอุบ
“พี่ปูจ๋า....ซื้อของเล่นกับขนมมาฝากหนูไม๊” เจ้าตัวดียังประจบต่อ ลูกกะตาดำๆของมันจ้องชายหนุ่มแทบไม่กระพริบ
“เออ...อยู่หลังรถเอากุญแจไปเปิดเอาเองเลย” ลูกพี่ล้วงกระเป๋ากางเกงยื่นส่งกุญแจให้เจ้าวายร้าย มันรับมาพลางยิ้มแต้ วิ่งปรู๊ดลงบันไดไปในทันที ด้วยรู้ว่าชายหนุ่มเมื่อกลับมาบ้านสวนครั้งใด ‘ของฝาก’ มิเคยขาด ...มันจึงตอบแทนด้วยการเดินไปกระซิบกับป้าสีนวลคนครัวว่า
“พี่ปูเขาจะกินผัดสายบัวที่หนูเก็บมาเมื่อกี้ ป้าช่วยผัดให้หน่อยนะ”
“เขาอยากกินหรือแกอยากกินกันแน่ ไอ้แมง” ป้าสีนวลหันมาถามอย่างรู้ทัน ด้วยเจ้าตัวดีมันปากหวานรู้จักเข้าหาคนโต
“พี่ปูจ้า...” มันย้ำ ยิ้มโชว์ฟันหลออีกสักรอบ ป้าสีนวลไม่ว่ากระไรเพราะก็เอ็นดูมันไม่น้อย แม้จะเด็กแต่บ่อยครั้งเจ้าวายร้ายมักเข้ามาช่วยทำโน้นทำนี้ให้ เวลาป้ายุ่งๆ
“เอาละ เดี๋ยวจะผัดให้ ถ้าอยากให้เสร็จเร็วก็ช่วยเอาสายบัวให้ล้างให้ป้าด้วย”
‘เจ้าแมง’ ไม่มีขัดหอบสายบัวออกไปลานซักล้างหลังบ้านอย่างว่าง่าย ด้วยมันอยากเอาใจ ‘ลูกพี่ปู’


นาถนพินหยุดรัวนิ้วบนแป้นคีย์บอร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค เมื่อเสียงกริ่งจากหน้าประตูห้องดังขึ้น หญิงสาวก้าวเดินไปที่ประตู มองจากช่องตาแมวแล้วว่าใคร จึงเปิดประตู
“พี่ฉายเข้ามาก่อนค่ะหนูแดงไม่ได้เข้าไปออฟฟิศพี่เลย… พอดีคุณแม่ไม่ค่อยสบาย บอกอก็โทรมาเร่งต้นฉบับเลยฉุกละหุกนิดหน่อยไม่ได้โทรไปบอก” หญิงสาวชี้แจงพลางก้าวเดินนำญาติผู้พี่มาที่มุมรับแขกริมระเบียง
“อ้าว! น้าพรเป็นอะไร?” อรุณฉายถามด้วยความแปลกใจ วันก่อนตอนมาส่งญาติผู้น้องยังเห็นดีๆอยู่
“เป็นไข้หวัดค่ะ สงสัยเปลี่ยนอากาศคุณแม่เลยปรับตัวไม่ทัน”
“แล้วนี่หนูแดงพาคุณแม่ไปหาหมอหรือยัง?”
“ไปมาแล้วค่ะคุณหมอให้ยาลดไข้กับแก้อักเสบมาทาน...ตอนนี้ก็นอนพักอยู่” หญิงสาวบอกสีหน้าดูมีกังวลเล็กน้อย
“แล้วไปกันยังไงทำไมหนูแดงไม่โทรไปบอกพี่ โรงพยาบงโรงพยาบาลล่ะ รู้จักหรือ?” อรุณฉายเริ่มตั้งป้อมบ่นอีกฝ่าย
“โรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าไรค่ะ หนูแดงก็เลยพาคุณแม่นั่งแท๊กซี่ไป...”
นาถนพินทรุดกายลงนั่งบนโซฟาตัวเล็กริมหน้าต่าง หยิบแฟ้มพลาสติสีชมพูใสส่งให้ญาติผู้พี่ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเลคเชอร์ต่อ
“อะไรล่ะเนี่ย” อรุณฉายถามงงๆแต่ก็รับมาโดยดี ชายหนุ่มนั่งลงบนโซฟาตัวยาวเยื้องกับหญิงสาว
“หนูแดงร่างแบบบ้านเอาไว้คร่าวๆค่ะมีรูปที่ตัดมาจากแมกกาซีนสองสามรูปเผื่อหนูแดงอธิบายแล้ว พี่ฉายไม่เข้าใจ จะได้นึกภาพออก”
“เออ... รอบคอบดี” ชายหนุ่มเอ่ยชมพลางพลิกดูกระดาษร่างนั้น
“หนูแดงอยากได้บ้าน 2 ชั้น 3 ห้องนอนเผื่อมีแขกมาพักเน่ะค่ะ...อยากให้บ้านมีบรรยากาศโปร่งสบาย ให้ความรู้สึกอบอุ่น หน้าตาบ้านไม่ต้องล้ำยุคมากแต่ว่าร่วมสมัย หน้าต่างประตูเปิดกว้างรับลมเย็น มีชายคากว้างแบบเรือนไทยโบราณ ที่สำคัญนะคะอยากได้สวนกับสระน้ำข้างห้องนั่งเล่น ...เวลาหนูแดงเขียนนิยายจะได้สร้างจินตนาการได้”
นาถนพินอธิบายถึงบ้านในความฝันของเธอให้สถาปนิก ‘ญาติผู้พี่’ ฟัง แม้คนสมัยใหม่จะนิยมสร้างบ้านแบบตะวันตกกันเสียเป็นส่วนใหญ่ด้วยเหตุผลอันหลากหลาย หรือเพราะยุคสมัยและค่านิยมของคนเปลี่ยนไป หากเธอมองว่าการนำความเป็นตะวันออกอย่างเรือนไทยโบราณ มาผสมผสานกับความเป็นตะวันตกในงานก่อสร้าง น่าจะเหมาะกับยุคสมัย และงบประมาณที่ตั้งไว้
“บ้านน่าจะยกสูงแบบเรือนไทย มีหน้าต่างกว้างและสูงหน่อยเพื่อเปิดรับลม ประตูทำเป็นบานเฟื้ยมก็ดีนะพี่ว่า.. อยากเปิดกี่บานก็ทำได้ งั้นเดี๋ยวพี่จะร่างแบบมาให้หนูแดงดูอีกที ว่าตรงตามความต้องการของตัวเองหรือเปล่า” อรุณฉายบอกอย่างเป็นงานเป็นการ
“ค่ะ...พี่ฉายออกแบบสวนเผื่อมาให้หนูแดงด้วยนะคะ หนูแดงอยากได้สวนแบบป่าเมืองร้อน เน้นพวกไม้ไทยเป็นหลักน่ะค่ะ”
“แหมสูเจ้าได้คืบจะเอาศอก บ้านก็ขอรูปทรงแบบไทยประยุกต์สวนก็เน้นไม้ไทย...เดี๋ยวพี่ก็ออกแบบหลังคาให้แหลมเปี๊ยบเป็นเจดีย์วัดสามปลื้ม โรงรถก็หน้าตาเหมือนเพนียดคล้องช้างซะดีไม๊เนี่ย งานฟรีไม่มีค่าแรงแต่ใช้คุ้มเลยวุ้ย” อรุณฉายบ่นงึมงำ แต่น้ำเสียงก็ไม่จริงจังเท่าไรนัก
“แหมพี่ฉายก็...หนูแดงแค่ไม่อยากให้พี่ฉายต้องมานั่งฟัง หนูแดงบรรยายหลายๆครั้งก็เท่านั้นเองค่ะ” นาถนพินบอกพลางยิ้มเขินๆ นึกเกรงใจญาติผู้พี่อยู่ไม่น้อย ตอนแรกเธอจะจ่ายค่าแรงตามปกติเฉกเช่นลูกค้าทั่วไปของบริษัท หากมารดาของอรุณฉายค้านเสียงดังว่า
“น้องนุ่งจะสร้างบ้าน ห้ามมาคิดค่าแรงน้องเด็ดขาดนะตาฉาย!”
“อ้าวคุณแม่ หิน ปูน ทราย ผมไม่ได้เสกเองได้นะครับต้องซื้อทั้งนั้น”
“แม่หมายถึงค่าเขียนแบบ…ต้องฟรี!”
อรุณฉายเขียนโน๊ตสั้นๆลงบนกระดาษร่าง ก่อนจะเก็บเข้าแฟ้มพลาสติกสีสวยนั้นตามเดิม
“พี่จะกลับเลยนะวันอังคารจะเอาแบบมาให้ดูว่าโอเคหรือเปล่า” ชายหนุ่มบอกญาติผู้น้องพลางลุกขึ้น เดินไปที่ประตู โดยมีนาถนพินเดินตามไปส่งเหมือนจะนึกขึ้นได้หญิงสาวจึงเอ่ยว่า
“หนูแดงเข้าไปดูที่ออฟฟิศพี่ฉายดีกว่าค่ะ วันอังคารต้องเข้าสำนักพิมพ์พอดี”
“เออ…ก็ดีพี่จะได้ไม่ต้องหอบหิ้วแบบไปมา” ชายหนุ่มเห็นด้วยพลางยกมือเป็นสัญญานว่า จรลีแน่แล้วกับญาติผู้น้อง
ความคิดเห็นที่ 1

สู้ๆนะคะ ^^
โดย minikunnoo เมื่อ 2013-02-17 จำนวนโพสรวม 178 ครั้ง
ความคิดเห็นที่ 2

เพิ่งนำมาโพสครั้งแรกค่ะ รบกวนแนะนำข้อบกพร่องด้วยนะคะ
โดย aricha เมื่อ 2013-02-14 จำนวนโพสรวม 2 ครั้ง
หมายเหตุ : เข้าสู่ระบบก่อน จึงจะโพสความคิดเห็นได้
Untitled Document