header
Untitled Document
Left
 
สั่งซื้อ หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว แจกฟรีทันที รักร้อนดั่งไฟ, ไฟรักผลาญใจ, ใจขอเพียงรัก, ดั่งสวรรค์สาป...ว่าให้รัก, หวานชะมัดแผนรักปล้นใจ จะเลือกเล่มใดเล่มหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้ ค่าส่งเล่มละ 50 บาท (เลือก 5 เล่มก็ 250 บาท) โอนเงินมาพร้อมกับการสั่งซื้อ หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว เข้าบัญชี มงคลชัย ชัยวิสุทธิ์ ธนาคารกสิกรไทย 731-2-44211-0 เสร็จแล้วส่งสลิปใบโอนเงินและชื่อที่อยู่ที่ให้จัดส่งพร้อมเบอร์โทรศัพท์ มาที่ mchaivis@hotmail.com โปรโมชันนี้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2559 เท่านั้น รีบหน่อยนะคะก่อนหนังสือจะหมด

Click
บ่วงตะวัน ตอนที่ 4
โดย minikunnoo เมื่อ 2013-03-11

บทที่ 4

รวิกานต์กลับมาถึงบ้านโดยรถของทางโรงแรมมาส่ง วันทั้งวันวศินทิ้งให้รวิกานต์ทำงานที่ออฟฟิศ ส่วนตัวเองออกไปหากรกมงที่ร้านตั้งแต่บ่าย จนตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา

“อ้าวตะวัน ตาศินไปไหนล่ะ” คุณหญิงรุจีเอ่ยถามเมื่อเห็นรวิกานต์เข้ามาในบ้านเพียงลำพัง

“ไปกับคุณกรค่ะ ตะวันไม่ทราบว่าไปไหน”

“เหรอ งั้นก็ช่างเถอะ ไปอาบน้ำสิ แล้วมากินข้าวเย็นเป็นเพื่อนฉัน ฉันมีอะไรจขะคุยด้วยหน่อย” คุณหญิงรุจีสั่ง รวกานต์เพียงก้มทหน้ารับคำและเดินเข้าไปที่ห้องนอนของตนเองด้านใน

รวิกานต์ทิ้งตัวลงนั่งที่ปลายเตียง ก่อนจะทอดตัวลงนอนและคิดอะรมากมาย พลันคิดถึงมารดาที่เสียไป หญิงสาวจึงลุกขึ้นไปหยิบรูปแม่ขึ้นมอง

“แม่ขา ตะวันจะทนเขาได้อีกนานแค่ไหนกันคะ แม่บอกว่า เขาเป็นคนดี ตะวันก็คิดแบบนั้น แต่ เขาไม่ชอบตะวัน ตะวันควรทำยังไงเหรอคะ” รวิกานต์เอ่ยพูดกับรูปถ่ายของมารดา

แม่เฝ้าสอน คุณศินของแม่นั้นแสนดีนักหนา ในสายตาของรวิกานต์ คุณศินของแม่คือผู้ชายที่ทั้งหล่อ รวย นิสัยดี และอบอุ่น ทุกครั้งที่คุณศินของแม่ ยิ้มให้กับแม่ รวิกานต์อยากจะเก็บรอยยิ้มนั้นเอาไว้เสียเหลือเกิน แต่กับเธอ คงไม่มีโอกาสนั้น เขาไม่ชอบเธอ ไม่ชอบมากๆ ถึงขั้นเกลียดกันก็ว่าได้ เธอไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง เขาอ้างเรื่องตั้งแต่เธอยังไม่เกิด และเหตุผลอีกมากมายที่สำทับจนทำให้รู้สึกไม่กล้าเข้าใกล้ ถึงจะอยู่บ้านเดียวกันมากว่าห้าปี แต่เขาทำเหมือนเธอเป็นเพียงอากาศ ที่ไม่มีตัวตนเสมอมา

รวิกานต์พยายามปัดไล่ความคิดทั้งหมด พาตัวเองเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย วันนี้วศินคงกลับดึก เนื่องจากอยู่กับแฟนสาว เธอคงต้องไปอยู่เป็นเพื่อนคุณหญิง และอ่านหนังสือให้ท่านฟังเช่นที่เคยทำเป็นประจำ


........


เสียงเจื้อยแจ้วของรวิกานต์ดังออกมาจากภายในห้องนอนของคุณหญิงรุจีที่เปิดประตูแง้มเอาไว้

“อีกแล้วเหรอ” วศินบ่นงึมงำชะงักมือที่กำลังจะกำลูกบิดเพื่อเปิดประตูเข้าไปด้านใน

เวลานี้คุณหญิงยังไม่นอน วศินทราบ เพราะแบบนั้นเมื่อกลับมา เขาจึงตรงมาที่นี่ แต่ไม่คิดว่า วันนี้รวิกานต์จะมาอ่านหนังสือให้คุณหญิงฟัง

นานมากแล้วที่รวิกานต์ไม่ได้อ่านหนังสือให้คุณหญิงฟัง เพราะเธอมักมีงานชิ้นใหญ่ๆทำก่อนจบการศึกษาเสมอ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลา และช่วงที่รวิกานต์เงียบหายไปเพราะเรียนหนัก วศินรู้สึก โล่งใจที่ไม่ต้องเจอหน้ากันอย่างที่สุด

ชายหนุ่มตัดสินใจ เปิดประตูเข้าไปด้านใน แล้วเดินไปนั่งลงข้างๆผู้เป็นยาย ทำให้รวิกาน๖ชะงักในสิ่งที่กำลังอ่านอยู่ เธอมองตัหนังสือ และอ่านจนจบบท ก่อนจะพับมันลงโดยไม่มองผู้มาเยือนคนใหม่

“อ้าวทำไมล่ะตะวัน อ่านต่อสิ กำลังสนุก” คนที่ยังไม่รู้เรื่องราวเพราะเอาแต่หลับตาฟัง

รวิกานต์ค่อยๆขยับและคบานเข่าออกไปงัยบๆ คุณจนกระทั่งมือใหญ่ของหลานชายจับที่แขนเบาๆพร้อมน้ำเสียงเบานุ่มนวล

“คุณยายครับ”

“เอ้า ตาศิน กลับมาแล้วเหรอ แล้วตะวันล่ะ”

“ไปแล้วครับ” เขาว่าพรางเอนตัวลงนอนหนุนตักยายเมื่ออีกฝ่ายยันตัวเอง
ลุกขึ้นนั่งหลังพิงกับหัวเตียง

“มิน่าเล่า ถึงว่าทำไมเงียบไป แล้วเราล่ะ มานานหรือยัง”

“ก็แป๊บนึงครับ”

“เป็นอะไรหรือเปล่า” มือนุ่มของคุณหญิงสัมผัสกับศรีษะมนของหลานชายอย่างเบามือ น้ำเสียงที่เอ่ยถามแฝงไปด้วยความเป็นห่วง

“เปล่าครับ ผมแค่สงสัยว่าทำไมคุณยายชอบฟังนิยาย โดยเฉพาะ นิยายที่เด็กนั่นเป็นคนอ่าน” เขาเลิกคิ้วสูง เหลือกตามองผู้เป็นยายนิ่งอย่างรอฟังคำตอบ

“ยายชอบฟังนิยายมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เห็นเกี่ยวกับตะวัน แล้วก็เลิกเรียกเขาว่าเด็กนั่นเด็กนี่ได้แล้วนะ ตะวันโตเป็นสาวแล้ว ไม่เห็นเหรอ มะลิยังบอกเลยนะ ว่าเวลาไปจ่ายตลาดที มีหนุ่มหันมองตามกันเหลียวหลัง ยายก็ว่าไม่แปลก เพราะตะวันน่ารักจะตายไป”

“ไม่เห็นจะน่ารักตรงไหน จืดก็จืด อย่างกับผีดิบ” วศินว่า แล้วทำเสียงฮึ่มฮ่ำในลำคอ เบ้หน้าเบ้ปากแบบไม่ยอมรับ

“หาเรื่องน่ะ จะให้ตะวันเขาแต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนแม่หนูกรแฟนเราน่ะเหรอ ไม่เอาล่ะ ยายเห็นแล้วอยากจะเป็นลม เราน่ะ ห้ามแฟนบ้างก็ดีนะ ยายไม่ชอบเลย แต่งตัวเปิดนู่น โชว์นี่ มันไม่งามนะลูก” คุณหญิงบ่นเบาๆ แต่กลับได้รับเสียงหัวเราะของหลานชายมาแทน

“โธ่ คุณยายครับ” วศินลุกขึ้นนั่งกุมมือยายเอาไว้ “กรเขาเป็นนักเรียนนอก แล้วที่เขาแต่งน่ะก็ไม่เห็นจะโป๊ตรงไหน สวยดีออก เขามีดีกรีเป็นนางแบบ จะให้แต่งตัวเฉยๆเหมือนยัยตะวัน คนโปรดของคุณยายได้ยังไงล่ะครับ อายเขาแย่เลย อีกอย่าง ผมก็ชอบที่เขาแต่งตัวสวย ผมชอบที่ผมมีแฟนสวยนี่ครับ” วศินหัวเราะอีกครั้ง ยิ้มแก้มปริ

“แหม พอพูดถึงแฟนเข้าหน่อยนี่ยิ้มหน้าบานเชียวนะ นี่ถ้าไม่เห็นว่ารักกันมานาน ยายไม่ยอมจริงๆด้วย ถึงจะเป็นผู้หญิงมั่นใจ เก่งกล้าขนาดไหน เป็นนางแบบหรือนางอะไร ยายก็ไม่ชอบอยู่ดี” คุณหญิงทำหน้าไม่พอใจเท่าไหร่ เบือนหนีไปทางอื่นออกอาการงอนเสียบ้าง เผื่อหลานชายจะให้ความสนใจเท่าแฟนสุดที่รัก

“โห คุณยายครับ อย่างอนเลยนะครับ ผมจะบอกให้กรเขาแต่งตัวมิดชิดกว่านี้ ดีไหมครับ”

“อย่างน้อยๆก็ตอนมาหายาย ขอดูเรียบร้อยนิดหนึ่งก็ยังดีนะ ตาศิน”

“ได้สิครับ เพื่อคุณยาย ผมทำได้เสมอ คุณยายนอนเถอะครับ ดึกมากแล้ว” วศินยืนขึ้นแล้วพาคุณหญิงเข้านอน

“เราก็ไปนอนได้ละ พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้าไปทำงาน”

“ครับๆ ฝันดีนะครับคุณยาย” ชายหนุ่มก้มลงหอมแก้มผู้เป็นยาย ก่อนจะปิดไฟและเดินออกจากห้องของคุณหญิงไป

สายตาหนึ่งคู่ที่มองมา โดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว ชายหนุ่มเดินกลับเข้าห้องพักของเขาไปแล้ว รวิกานต์จึงลอบออกมาจากมุมอับ ในมือถือถาดเอาไว้ ถอนหายใจแรงๆ ก่อนจะเดินกลับลงไปด้านล่าง เพื่อพักผ่อนเสียที

“พี่มะลิเอานมมาให้อีกแล้วเหรอ รู้ใจจริงๆ” ชายหนุ่มยกแก้วนมขึ้นดู เอ่ยกับตัวเองเบาๆ แล้ววางลงที่เดิม ก่อนจะเดินเข้าไปอาบน้ำชะระล้างร่างกาย หลังจากที่ทำงานหนักมาทั้งวัน

ชายหนุ่มไม่รู้ตัวว่าชอบดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนตั้งแต่เมื่อไหร่ แรกเลยเขากลับจากเมืองนอก มักจะมีนมอุ่นวางไว้หัวเตียงในตอนดึกเสมอ ชายหนุ่มเริ่มหลงเสน่นมอุ่นที่ทำให้เขาหลับสบายไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เขาชอบมันที่สุด และเขาก็รู้ว่าคนที่ทำแบบนี้ได้ มีเพียงแค่มะลิคนเดียวเท่านั้น เพราะนอกจากมะลิแล้ว เขาไม่เคยยอมให้ใครเข้ามาในห้องของเขาอีก โดยเฉพาะ รวิกานต์


.........................


วศินเดินลงมาที่โต๊ะอาหารก็พบมะลิเป็นคนแรก เขานั่งลงและมองมะลิด้วยสีหน้าเหมือนตั้งใจจะพูดอะไร แต่ก็เงียเบเอาไว้ จนอีกฝ่ายสงสัย

“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณศิน”

“นมอุ่นเมื่อคืน ขอบคุณมากนะครับ พี่มะลินี่ รู้ใจผมจริงๆ”

“นมอุ่น อ้อ ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ ยินดี” มะลิยิ้มเจื่อนๆ มองซ้ายมองขวา จนเห็นรวิกานต์เดินประคองคุณหญิงเข้ามา จึงเดินเข้าไปใกล้ แล้วกระซิบเบาๆ

“เดี๋ยวเรามีเรื่องต้องคุยกัน” มะลิว่า ก่อนจะผละจากไป และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรวิกานต์ ที่จะต้องดูและคุณหญิงและวศินต่อจากเธอ

รวิกานต์ออกจะเข้าใจในความหมาย เธอเผลอสบตาวศินเพียงครู่ ก่อนจะรีบหลบสายตา หญิงสาวทำหน้าที่ของตนเอง ตักข้าวต้มให้กับคุณหญิงและวศิน ก่อนจะนั่งร่วมโต๊ะกันเช่นทุกวัน

“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไม่ต้องมาดูแลฉันกับคุณยายแล้วนะ จะให้พี่มะลิจัดการแทน แล้วก็ ไปกินช้าวกับน้าเหมือน ที่หลังบ้านแทน ไม่ต้องมานั่งร่วมโต๊ะแล้ว” จู่ๆ วศินก็เอ่ยขึ้น ระหว่างที่กางหนังสือพิมพ์ยามเช้าอ่าน

“หมายความว่ายังไงตาศิน” คนเป็นเจ้าบ้านมองด้วยความงุนงง และคนที่ถูกสั่งก็งงไปตามๆกัน

“ก็หมายความตามนั้นครับ ผมอยากให้พี่มะลิมาดูแลแทนมากกว่า อีกอย่าง เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิด คิดว่าเป็นลูกเป็นหลาน ทั้งที่เป็นแค่ คนรับใช้” วศินพูดเสียงดังเน้นย้ำที่ตรงท้าย ทำเอารวิกานต์สะอึก วางช้อนแทบไม่ทัน

“ตาศิน ทำไมพูดแบบนั้น” คุณหญิงได้ฟังก็ดุหลานชายเบาๆ มองไปที่รวิกานต์ด้วยไม่อยากให้หญิงสาวคิดมาก

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวตะวันไปทานกับน้าเหมือนหลังบ้านก็ได้ ถ้าคุณศินต้องการ” รวิกานต์บอกเบาๆ ยกชามของตัวเองทำท่าจะเดินไป

“ก็ดีแล้ว น่าจะรู้ตัวตั้งนานแล้วนะ ว่าไม่ควรนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับเจ้านาย” เขายังว่าเป็นการส่งท้าย รวิกาน๖กัดริมฝีปากแน่นและเดินจากไปเงียบๆ ท่ามกลางสายตาที่แสนจะพอใจของชายหนุ่ แต่ไม่พอใจเลยสำหรับคุณหญิงรุจี

“ทำไมพูดแบบนั้น อยู่ๆไปไล่ตะวันเข้าทำไม เขากินข้าวกับยายมาหลายปีแล้วนะตาศิน”

“ก็ตอนนั้นผมไม่อยู่นี่ครับ คุณยายเลยต้องให้เขามานั่งกินด้วย แต่ตอนนี้ผมมาแล้ว เขาก็ไม่จำเป็น” ชายหนุ่มพูดอย่างไม่แยแส ยังคงตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือพิมพ์ในมือเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น

“แต่เขานั่งร่วมโต๊ะกับแกมาห้าปีแล้วนะศิน แกจะมาคิดเล็กคิดน้อยอะไรตอนนี้เนี่ย ยายไม่เข้าใจ”

“ก็ผมรู้สึกว่า เด็กนั่นทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของบ้านมากเกินไป ผมไม่อยากให้คนอื่นๆในบ้านคิดว่าเราลำเอียง รักคนไม่เท่ากันนี่ครับ” วศินแก้ตัวไปได้น้ำขุ่นๆ

“ถ้าคนอื่นจะคิด ก็คงคิดไปนานแล้ว ไม่ต้องรอมาจนถึงตอนนี้หรอก ใครๆในบ้านก็รู้ ว่าตะวันน่ะ อยู่ในฐานะอะไร”

“ฐานะอะไรล่ะครับ”

“ก็ฐานะคนสนิทของยายน่ะสิ”

“แต่ผมคิดว่า การที่เราเชิดชูเด็กที่เป็นแค่ลูกสาวของแม่บ้านใหญ่มาเทียบชั้นกับผม คงไม่ดีแน่ครับ”

“ยายไม่คิดแบบนั้นนะศิน”

“แต่ผมคิดครับ แล้วผมก็ไม่อยากให้คนอื่นคิดแบบผมด้วย แบบนี้น่ะดีแล้ว เด็กนั่น สบายมามากเกินไปแล้ว ต้องทำให้รู้เสียบ้าง ว่าเป็นแค่คนรับใช้ ไม่ใช่ลูกสาวเจ้าของบ้านนี้”

“แต่ยายอยากให้ตะวันมาอยู่ใกล้ๆ คอยรับใช้”

“พี่มะลิก็ทำได้ครับ แล้วผมคิดว่า พี่มะลิจะทำได้ดีดว่าเด็กนั่นแน่นอน แล้วที่สำคัญอีกเรื่องคือ ผมจะไม่นั่งรถไปทำงานพร้อมเด็ฏนั่นอีก ถ้าเขาคิดจะทำงานที่โณงแรม ให้เขานั่งรถเมล์ หรือแท็กซี่ไปเอง ตามนั้นนะครับ” วศินเอ่ยจบก็เดินออกไป ไม่ฟังเสียงคนที่กำลังร้องเรียกอยู่

“เป็นบ้าอะไรอีกล่ะเนี่ย” คุณหญิงรุจีเริ่มหงุดหงิด ไม่เข้าใจว่าตอนนี้วศินกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

“มะลิ มะลิเอ้ย มานี่สิ” คุณหญิงเรียกหามะลิ หยิงสาววิ่งมาหน้าตื่น

“เกิดอะไรขึ้นคะคุณหญิง มะลิเห็นตะวันบอกว่า จะไปกินข้าวด้วยกันตั้งแต่วันนี้” มะลิวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น แม้รวิกานต์จะไม่พูดอะไร แต่นางรู้แก่ใจว่าเกิดเรื่องไม่ดีเป็นแน่

“มีเรื่องนิดหน่อย เดี๋ยวไปบอกนายเหมือนให้เอารถออก ตามตะวันมาด้วยฉํนจะไปโรงแรม” คุณหญิงว่า แล้วลุกจากที่นั่งเดินไปอีกทาง

“แล้วตกลงมันเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย” มะลิอดที่จะสงสัยไม่ได้ ทำท่าทางเกาหัวแล้วเดินกลับเข้าไปในครัว


...............


วศินถึงโรงแรมในเวลาต่อมา ชายหนุ่มท่าทางอารมณ์ดีเดินผิวปากเข้ามาด้านใน พบกับรตีตรงทางเข้าลิฟต์พอดีหญิงสาวจึงเอ่ยทักด้วยความพิศวาสหลงใหล

“สวัสดีค่ะบอส วันนี้มาแต่เช้าเลยนะคะ” รตีขยับเข้ามาใกล้ ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ยิ้มหวานจนแก้มปริ

“ครับ” วศินตอบเพียงเท่านั้น ก้าวเข้าไปในลิฟต์ก่อน สีหน้าไม่ใคร่จะสนใจมากเท่าไหร่นัก

รตีเดินตามเข้าไป หน้าม้านลงเล็กน้อยเมื่อวศินทำท่าทางไยดีเลยแม้แต่นิด หญิงสาวพยายามจะโชว์เนินอกอวบที่ตนเองตั้งใจใส่เสื้อแบบรัดรูปมาโดยเฉพาะเป็นประจำทุกวัน เพราะหญิงสาวต้องการจะอ่อยวศินอยู่หลายครั้งแต่ยังไม่มีโอกาส

วศินไม่มีท่าทีจะสนใจรตีเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดแชตกับกรกมล และในที่สุด ลิฟต์ก็ส่งตัวถึงที่หมาย โดยที่รตี ไม่สามารถทำให้วศิน สนใจในตัวเธอได้ แต่แค่ชายตา

จนกระทั่งวศินเดินจากไป รตียังมิวายชายตามอง คนที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นอย่างสินี จึงมองไปที่รตีด้วยสายตาเยาะหยัน

“เขาว่า แม้แค่ชายตายังมิเคย” สินีเอ่ยเสียงดังๆให้รตีได้ยิน

“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ คุณผู้จัดการ”

“ก็อย่างที่ได้ยิน แม้แต่หางตาเขายังไม่แล แล้วยังจะเสนอหน้า อยากจะเป็นเลขาหน้าห้องอีกนะ” สินีทำเสียงสูง กระแนะกระแหนใส่

“รตีไม่สนหรอกค่ะ ลองได้เจอทุกวัน คุยทุกวัน มันก็ต้องมีใจอ่อนกันบ้างล่ะ” รตีทำหน้าเชิดใส่ ไม่แยแสกับสิ่งที่สินีต้องการจะแดกดันเธอ

“ก็เอาเถอะ ถ้าสนใจเรื่องงานได้เท่ากับเรื่องของบอส บางที ฉันอาจจะไม่พิจารณาให้เธอออกในไตรมาสนี้ก็ได้นะ เอ้านี่ งานของเธอ ช่วยทำให้เสร็จซะทีได้ไหม มันดองมาอาทิตย์นึงแล้วนะ” สินีโยนกองงานใส่สาวสวยประจำออฟฟิศการเงิน แล้วเดินสะบัดก้อนออกไป

“เชอะ ถ้าเมื่อไหร่ฉันได้เป็นคุณนายของบอสนะ ฉันจะไล่แกออกคนแรกเลย อีแก่” รตีบ่นตามหลังสินีไป มองงานของตัวเองแล้วทำหน้าเบื่อหน่าย แล้วจับเอกสารโยนไปอีกทาง ก่อนจะวางกระเป๋าหยิบเครื่องสำอางออกมาแต่งเติม

“คอยดูเถอะ ฉันต้องทำให้ได้” พูดกับตัวเองในกระจกแล้วก็แต่งหน้าเพิ่ม ยิ้มอย่างมีแผนการ


................


“คุณท่านไม่ต้องมาส่งตะวันก็ได้นะคะ” ทันทีที่รถจอดเทียบที่ด้านหน้าของโรงแรม รวิกานต์ก็เอ่ยปากออกมาด้วยความเกรงใจ

“ไม่ได้มาส่ง แต่จะมาทำธุระ เอาน่า มากับฉัน ดีกว่ามาแท็กซี่ ประเดี๋ยวก็สายกันพอดี ไปๆรีบไปทำงานได้แล้ว” คุณหญิงรุจีรีบไล่

“แล้วคุณท่านล่ะคะ” รวิกานต์อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้

“ไม่ต้องห่วงน่า มะลิดูแลฉันได้ รีบไปทำงานได้แล้ว เดี๋ยวหลานชายตัวดีของฉันมันก็หาเรื่องไล่เราออก เพราะมาทำงานสายกันพอดี”

“ก็ดีสิคะ” รวกานต์เผลออุทานออกมาเบาๆ

“อะไรนะ”

“เปล่าค่ะ”

“งั้นก็ไปได้แล้ว เอ้อ แล้วเที่ยงๆ ฉันจะรอที่ห้องอาหารสพลนะ”

“ค่ะคุณท่าน” รวิกานต์รับปาก แล้วรีบเดินเข้าไปด้านใน

“ไปมะลิ ฉันอยากไปดูรอบๆโรงแรมเสียหน่อย” มะลิพยุงคุณหญิงออกไป
นานมากแล้วที่ไม่ได้แวะมาที่โรงแรม ช่วงหลังจากที่วศินกลับมาดูแลอย่างเต็มตัว ก็ไว้วางใจให้วศินดูแลมาตลอด นานครั้งจะได้แวะมาเมื่อต้องพบปะลูกค้ารายใหญ่ที่ต้องติดต่องานด้วยกัน อย่างเช่นวันนี้ งานใหญ่ของโรงแรมกวินตรากำลังจะเริ่มขึ้น กับงานหมั้นและงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของหม่อมราชวงศ์รพีภัทร รพีพรรณ ลูกชายคนโตของหม่อมเจ้าอรรถ รพีพรรณ คนสำคัญที่ไม่ได้พบเจอกันมานาน นานมากพอที่จะทำให้มีเรื่องต้องคุยกันได้มากเลยทีเดียว

“มะลิ เดี๋ยวไปรอฉันที่ห้องอาหารสพลก่อนนะ ฉันมีธุระต้องคุยนาน” คุณหญิงหยุดเดิน สั่งให้มะลิไปรอที่ห้องอาหาร เมื่อมองไปแล้วเห็นชายหนุ่มในชุดสูมสีเข้มยืนหันหน้าออกไปด้านนอกเพื่อชมทรรศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา

“ค่ะคุณหญิง” มะลิเดินจากไปงงๆ ความสงสัยแล่นเข้ามาไม่หยุด ชายคนนั้นมีหน้าตาที่แสนจะคุ้นเคย แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้พบเจอกันเมื่อไหร่

“รอนานหรือเปล่าคะ ท่านชาย” เสียงของคุณหญิงรุจีทำให้ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มหันมามอง

รอยยิ้มเยือนผลิกว้าง ดวงตารียาวเป็นประกายเมื่อพบหน้า หนุ่มใหญ่วัยกว่าสี่สิบยกมือไหว้คุณหญิงอย่างนอบน้อมในฐานะที่คุณหญิงมีอายุที่เหนือกว่า หากแต่ว่าคุณหญิงเองก็ยกมือรับไหว้ด้วยความนอบน้อมเช่นกัน

“ไม่ต้องไหว้ดิฉันหรอกค่ะ ดิฉันมิบังอาจ” คุณหญิงว่าเบาๆ แล้วขยับเข้าไปหา

“ให้ผมได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องเถอะครับ” หนุ่มใหญ่ยิ้มให้ “ผมทำผิดมามาก ถึงเวลาที่ผมจะต้องทำให้ถูกต้องเสียที”

“เอาเถอะค่ะ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า ไหนกันล่ะคะ หม่อมราชวงศ์รพีภัทร ดิฉันอยากเห็นหน้าหลานเหลือเกิน” คุณหญิงถามหา หลานชายที่ไม่เคยได้พบหน้ากันเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพียงเพราะว่า หม่อมเจ้าอรรถ ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ทันทีที่มีพิธีมงคลสมรส และไม่ได้กลับมาอีกเลยจนกระทั่งวันนี้

“เดี๋ยวชายพีจะตามมาครับ น่าจะทันอาหารเที่ยง คุณหญิงเป็นอย่างไรบ้างครับตอนนี้”

“ดิฉันสบายดีค่ะ ท่านชายล่ะคะ เป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่มีเรื่องคราวก่อน ก็เงียบหายไป”

“ผมเองก็เรื่อยๆครับ พอแม่ของชายพีเสียไปได้ครบปีแล้ว พมเลยคิดจะพาลูกๆกลับมาอยู่ที่นี่ มีที่ว่างของเพื่อนผม เขาทำไร่ส้มที่เชียงใหม่ พอดีเกิดภาวะชาดทุน เลยคิดจะขายน่ะครับ ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงที่ทำเรื่องย้ายโฉนดกันอยู่” ท่านชายอรรถยังบอกกับคุณหญิงถึงเรื่องส่วนตัวอีกมากมาย นับตั้งแต่ย้ายไปอยู่ที่อังกฤษ จนกระทั่งกลับมาและคิดจะทำไร่ส้มที่เชียงใหม่ บอกว่าหม่อมราชวงศ์รพีภัทรนั้นมีความรู้ทางด้านการเกษตรมาก และต้องการทำฟาณ์มอยู่พอดี เมื่องานแต่งงานเรียบร้อย ทุกคนจะไปอยู่ที่เชียงใหม่และทำไร่ด้วยกัน

“อย่างนั้นหรอกหรือคะ ก๊ดีนะคะ เมื่อถึงหน้าหนาว ดิฉันคงต้องขอไปรับลมหนาวที่ไร่ของท่านชายดูบ้าง อากาศคงดีไม่น้อย” คุณหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงปราบปลื้มใจ

“ยินดีมากเลยครับไปอยู่นานๆคงดี ผมอยากให้คุณหญิง ได้อยู่ในที่ๆบรรยากาศดีๆ รับรองว่าที่ไร่ จะต้องสวยและอากาศดีอย่างแน่นอน”
ทั้งคู่คุยกันอีกนานสองนาน เพราะไม่ได้พบเจอกันราวยี่สิบกว่าปี ท่านชายอรรถเคยเป็นบุคคลที่แวะมาเยี่ยมเยียนที่กวินตราบ่อยๆเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่ม ในสมัยนั้น ท่านชายเป็นนักเรียนนอกหัวดี ที่อยากทำงานโรงแรม และปิดบังฐานะตัวเอง ไม่ยอมบอกใคร จนได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโรงแรม และดูแลในเรื่องของลูกค้าสัมพันธ์ที่มาติดต่อเกี่ยวกับการจัดหาที่พักสำหรับทัวร์ต่างๆ ท่านชายทำหน้าที่ได้ดีมากจนคุณหญิงปรับเงินเดือนให้อยู่หลายครั้ง และกลายเป็นคนสนิทของคุณหญิงไปในที่สุด แต่ความลับไม่มีในโลก เมื่อคนจากวังรพีพรรณมาเยือนกวินตราและทำให้ความแตก เล่นเอาทุกคนแตกตื่นรวมไปถึงคุณหญิงและผ่อง ที่ตอนนั้นทำหน้าที่เป็นเลขาคนสนิทของคุณหญิง ต้องพลอยตื่นเต้นตกใจไปด้วย
คุณหญิงนั้นไม่ค่อยจะแตกตื่นเท่าไหร่เพราะมั่นใจว่าตนมองคนไม่ผิด คาดการณ์เอาไว้แล้วว่า คนอย่างนายอรรถในตอนนั้น ไม่น่าจะเป็นคนธรรมดา ดูจากกิริยาท่าทาง รวมไปถึงรูปร่างผิวพรรณ ไม่น่าใช่ชาวบ้านตาสีตาสาธรรมดาแน่นอน

ตอนนั้นผ่องที่เป็นเลขาเลยจำต้องถอยห่างจากท่านชาย เพราะรู้ว่าไม่คู่ควร ซึ่งท่านชายเองก็ต้องยอมตัดใจเพราะผ่องตัดสินใจแต่งงานกับสารัส ผู้จัดการห้องอาหารสพลในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น ก็มีข่าวว่าท่านชายแต่งงาน และไปอยู่ต่างประเทศ จากนั้น ก็ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย ส่วนผ่อง ก็แต่งงานและมีรวิกานต์ออกมา แล้วก็เสียชีวิตในที่สุด

“ผมไม่ทราบมาก่อนเลย ว่าผ่องตายไปตั้งห้าปีแล้ว” ท่านชายมีอาการตกใจเล็กน้อย สีหน้าบ่งบอกว่าเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ไม่ได้ร่ำลาแม้วันที่ต้องจากกันไปแบบไม่มีวันกลับ

“ผ่องไม่เคยถือโทษท่านชายเลยค่ะ ดิฉันยืนยันได้ ผ่องจิตใจดีงามเหลือเกิน ดีจนดิฉันรู้สึกละอายใจที่ครั้งหนึ่งเคยห้ามทั้งสองเอาไว้” คุณหญิงไม่อยากจะนึกย้อนไปในวันนั้นเมื่อยี่สิบปีก่อน วันที่ได้รู้ว่าท่านชายคือใคร นางเงอที่เป็นคนห้ามไม่ให้ผ่อง ติดต่อกับท่านชาย เพียงเพราะไม่อยากให้ผ่องเสียใจ เพราะไม่ว่าอย่างไร ฐานะอย่างท่านชายไม่มีทางที่จะคบหากับผ่องที่เป็นเยงเลขา เป็นเพียงแม่บ้านของคุณหญิงได้แน่ๆ

“อย่าโทษตัวเองเลยครับ ผมเองก็ผิด ที่ไม่เคยคิดถึงจิตใจขงผ่องเลย แต่เมื่อกี้คุณหญิงสาว ผ่องมีลูกสาว ตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้วครับ”

“ตะวันน่ะเหรอคะ ตอนนี้ยี่สิบสองค่ะ ตอนนั้น ที่ผ่องเสีย ตะวันเพิ่งสิบเจ็ด ดิฉันเลยรับเลี้ยงแกไว้ เพราะแกไม่มีใคร”

“เอ๊ะ แล้วสามีของผ่อง”

“โอ้ย! พึ่งพาไมได้หรอกค่ะ สารัสน่ะรักตัวเอง พอรู้ว่าผ่องท้องก็ทิ้งไป ผ่องไม่มีที่ไปก็ต้องกลับมาทำงานที่บ้านของดิฉัน พาตะวันมา ตอนนั้นแค่สองขวบ ตะวันไม่เคยรู้อะไรเลย ชีวิตมีแค่แม่คนเดียวมาตลอดค่ะ ตอนนี้ดิฉันเลยให้ตะวันมาทำงานกับตาวศิน หลานชาย จำวศินได้ไหมคะ ตอนนั้นยังเด็กๆ ท่านชายน่าจะเคยเห็น” คุณหญิงเอ่ยถึงวศิน หลานชายที่ในขณะนั้นเพิ่งอายุได้ไม่กี่ขวบ

“จำได้ครับ ป่านนี้คงเป็นหนุ่มหล่อเชียว”

“ใช่ค่ะ เป็นหนุ่ม แล้วก็หล่อมากด้วย เหมือนพ่อเขา” คุณหญิงยิ้มแย้มอีกครั้งเมื่อเอ่ยถึงหลานชาย

“ผมอยากจะพบจังครับ ทั้งหลานชาย แล้วก็หนูตะวัน” ท่านชายมองเหม่อออกไปไกล ไม่มีเสียงใดๆเอ่ยออกมาอีก คุณหญิงเองก็ทอดสายตามองไปไกลยังผืนน้ำเบื้องหน้า อะไรบางอย่างค้างคาในใจแต่ไม่กล้าเอ่ยปากถาม คงจะมีสักวัน หากวันนั้นมาถึง นางคงจะเอ่ยถามในสิ่งที่อยากรู้มานาน
หมายเหตุ : เข้าสู่ระบบก่อน จึงจะโพสความคิดเห็นได้
Untitled Document