header
Untitled Document
Left
 
สั่งซื้อ หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว แจกฟรีทันที รักร้อนดั่งไฟ, ไฟรักผลาญใจ, ใจขอเพียงรัก, ดั่งสวรรค์สาป...ว่าให้รัก, หวานชะมัดแผนรักปล้นใจ จะเลือกเล่มใดเล่มหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้ ค่าส่งเล่มละ 50 บาท (เลือก 5 เล่มก็ 250 บาท) โอนเงินมาพร้อมกับการสั่งซื้อ หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว เข้าบัญชี มงคลชัย ชัยวิสุทธิ์ ธนาคารกสิกรไทย 731-2-44211-0 เสร็จแล้วส่งสลิปใบโอนเงินและชื่อที่อยู่ที่ให้จัดส่งพร้อมเบอร์โทรศัพท์ มาที่ mchaivis@hotmail.com โปรโมชันนี้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2559 เท่านั้น รีบหน่อยนะคะก่อนหนังสือจะหมด

Click
บ่วงตะวัน บทที่ 7
โดย minikunnoo เมื่อ 2013-07-08
บทที่ 7

ช่วงระยะเวลาไม่นาน รตีสามารถเข้าไปตีสนิทและกลายเป็นคนโปรดของกรกมล คอยรายงานเรื่องของรวิกานต์และวศินให้กรกมลได้รู้ตลอดเวลา โดยที่ไม่เคยมีเรื่องไหนเลยที่เป็นจริง นอกจาก เวลาที่ทั้งคู่ออกไปด้วยกัน รตีมักจะใส่สีตีไข่ว่าทั้งคู่มีปฏิกิริยาต่อกันบ่อยๆ จนทำให้กรกมลไม่ไว้ใจ

กรกมลมาหาวศินตั้งแต่เช้าแต่ไม่พบเจ้าตัวเพราะว่าออกไปพบลูกค้าข้างนอก แต่กรกมลก็ได้พบกับสินทร ผู้ชายที่เคยคุยด้วยและเธอก็หมายมั่นว่าจะต้องจับคู่สินทรกับรวิกานต์ให้สำเร็จ เพื่อจะได้ไม่มีเสี้ยนหนามอีกต่อไป

“ตอนนี้เธอทำคะแนนไปถึงไหนแล้วล่ะสินทร” กรกมลเอ่ยถามเสียงเครียด เมื่อพบกับสินทรและพากันมานั่งที่ร้านกาแฟห่างไกลผู้คน

“เรื่องอะไรครับ”

“ก็เรื่องตะวันน่ะสิ หรือว่าเธอไม่อยากได้ตะวันเป็นแฟน” กรกมลหน้านิ่ว ไม่ชอบใจที่สินทรยังอีกอาดเรื่องรวิกานต์

“อยากสิครับ แต่แหม ตะวันเค้าไม่ค่อยได้อยู่ที่ออฟฟิศเลย ตามคุณศินไปตลอด จะให้ผมหาโอกาสที่ไหนไปทำความสนิทสนมกันล่ะ” สินทรเอ่ยตามความจริง เพราะนอกจากจะไม่ค่อยได้พบหน้าแล้วนั้น เวลาที่เขาตั้งท่าจะไปคุย วศินก็มักจะเข้ามาขัดตลอด ทำเอาไม่มีโอกาสได้เข้าไปทำความรู้จักเลยด้วยซ้ำ

“หมายความว่ายังไง”

“โธ่คุณ นี่ถ้าผมไม่รู้ว่าคุณกับบอสเป็นแฟนกัน ผมคงคิดว่าบอสมีอะไรกับตะวันแน่ๆ หวงกันซะขนาดนั้น”

“อะไรนะ” กรกมลถลึงตาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “ไม่จริงหรอก ศินเขาไม่ชอบตะวันจะตายไป”

“นี่ขนาดไม่ชอบ ยังหนีบติดไปด้วยทุกที่ ถ้าชอบไม่ตามเป็นเงาเหรอครับ” กรกมลได้คิด ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด คิดไปไกล ไม่พอใจหุนหันเดินออกไป เธอต้องรู้ให้ได้ ว่าเกิดอะไรขึ้น

“อ้าวคุณ ค่ากาแฟล่ะ” สินทรทำหน้างง ที่อยู่ๆกรกมลก็เดินหนีไปดื้อๆ ชายหนุ่มส่ายหน้าไม่สบอารมณ์ ควักเงินออกมาจ่ายค่ากาแฟทั้งที่ตัวเองแทบไม่ได้แตะเลยแม้แต่น้อยนิด


.................


ยิ่งใกล้ๆวันแต่งงาน รพีภัทรมักจะแวะเวียนมาที่โรงแรมอย่างสม้ำเสมอ ทั้งที่มาพร้อมพิมพ์ประภัส และมาเองคนเดียว โดยที่เมื่อมาถึง จะถามหาแต่รวิกานต์เสมอ จนวศิน ชักจะไม่มั่นใจ ว่าตกลง งานแต่งนี้ จัดขึ้นระหว่างใครกับใครกันแน่

“ผมต้องการให้เพิ่มส่วนของต้อนรับอีกหน่อยครับ จัดดอกไม้เพิ่ม พิมพ์เขาชอบดอกกุหลาบสีขาวมากครับ ใส่เพิ่มให้เยอะหน่อย ผมอยากเอาใจว่าที่ภรรยา ว่าแต่น้องตะวันล่ะคะ ชอบดอกอะไรเหรองั้นเหรอ” รพีภัทรบอกพร้อมรอยยิ้ม ในขณะที่มือโอบกอดที่ไหล่กระชับแน่นอย่างรักใคร่
วศินหันมองขวับ กับคำถามที่รพีพัทรถามรวิกานต์

“เอ่อ ลิลลี่ค่ะ เดี๋ยวตะวันจะบอกฝ่ายจัดงานให้นะคะ” รวิกานต์บอกพร้อมกับจดยิกๆลงในสมุดบันทึก โดยไม่ได้สนใจว่าวศินกำลังมองมาด้วยความไม่ชอบใจ

“ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ได้น้องตะวัน พี่ชายคงแย่”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณชายกับคุณพิมพ์เป็นลูกค้าที่น่ารักมาก ตะวันยินดีค่ะ” รวิกานต์ยิ้มหวานให้อย่างจริงใจ แต่คนที่ยืนข้างกายกลับคิดว่ามันช่างเป็นรอยยิ้มที่แสนจะจอมปลอม

“เธอคิดว่า ยิ้มแบบนั้นแล้วมันมัดใจคนอื่นได้หรือไง” วศินไม่วายแขวะ แต่รวิกานต์ไม่สนใจ เดินนำรพีภัทรและพิมพ์ประภัสไปอีกทาง

ใช้เวลาไม่นาน ทั้งหมดก็แยกกัน รพีภัทรต้องการพาพิมพ์ประภัสไปทานอาหารค่ำ โดยเอ่ยชวนรวิกานต์ แต่หญิงสาวปฏิเสธ และขอตัวออกไปก่อน

“ผมส่งคุณชายกับคุณพิมพ์แค่นี้นะครับ ถ้ายังไง วันงานผมจะทำให้ทุกอย่างเพอร์เฟ็กที่สุด” วศินกล่าวลา

“ครับ ฝากด้วยครับคุณศิน แต่ผมเชื่อใจน้องตะวันอยู่แล้ว” รพีภัทรบอก แล้วยิ้มกับศรีภรรยา

“ครับ” วศินได้แค่ยิ้ม ส่งแขกจนลับตา ก่อนจะทำหน้าเหมือนไม่ชอบใจอะไรบางอย่างและเขาก็คงต้องจัดการกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
รวิกานต์กำลังคุยงานกับออแกไนเซอร์ที่รับจัดงานแต่งงานในครั้งนี้ พอเรียบร้อยก็คิดจะกลับไปทำงานของตน เธอหันมาก้พบวศินรออยู่ด้วยท่าทีเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง

“มีอะไรหรือเปล่าคะ คุณศินมองตะวันแบบนี้มานานแล้วนะ” รวิกานต์ถามออกมาตรงๆ วศินส่ายหน้าไปมา

“เปล่านี่ วันนี้ฉันมีนัดทานข้าวเย็นกับมิสเตอร์ลี ที่ร้านของกร โทรไปหากรแล้วบอกรายการตามที่ฉันจดให้” เขายื่นกระดาษมาให้ เป็นรายการอาหารที่มิสเตอร์ลีชอบ

“ทำไมคุณศินไม่โทรเองค่ะ ในเมื่อ คุณศินก็คุยกับคุณกรอยู่แล้ว”

“ฉันสั่งให้โทร ก็โทรเถอะน่า” วศินทำเสียงดังใส่ แล้วเดินหนีไปอีกทาง
รวิกานต์ทำหน้าฉงน แต่ก็ทำตามที่เขาบอก โทรสั่งอาหารตามรายการที่ชายหนุ่มจดเอาไว้ และย้ำอีกครั้งอย่างชัดเจน ว่าต้องการอาหารที่ไม่มีรสชาติจัดจ้านเป็นอันขาด

วศินคุยกับมิเสตอร์ลีเรื่องทัวร์ตลอดปี เขาได้รับสิทธิ์เพราะคุณหญิงเป็นเพื่อนสนิทกัน ทำธุรกิจร่วมกันมานาน พวกเขาคุยกันถูกคอ โดยเฉพาะกับรวิกานต์ ดูท่าทางมิสเตอร์ลีจะชอบเธอมากๆ และคุยกันถูกคอมากทีเดียว
แต่ในเย็นวันนั้น สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่ออาหารถูกนำมาวางเรียงบนโต๊ะ สีสันน่ารับประทาน แต่ ไม่มีชนิดไหนเลยที่วศินสั่งเอาไว้ มีแต่อาหารรสชาติจัดจ้านและท่าทางจะเผ็ดร้อนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง ผิดฉู่ฉี่ปลาช่อน แกงส้มปลากระพง และอีกหลายรายการเต็มโต๊ะ

วศินยิ้มแหยๆ มองไปที่รวิกานต์อย่างคาดโทษ ก่อนจะขอตัวลุกออกไป

“กรครับ มิสเตอร์ลีกินอาหารรสจัดไม่ได้ ทำไมไม่ทำตามที่ผมสั่งไว้ล่ะครับ”

“ก็นี่ไงคะ ตะวันบอกว่า ต้องการอาหารทั้งหมดนั่น กรก็จัดให้ตามที่ตะวันสั่ง”

“อะไรนะ” วศินมองไปที่รวิกานต์ เขากลัวว่าลูกค้ารายใหญ่ของเขาจะไม่พอใจเลยพากรกมลไปอีกทาง

“หมายความว่ายังไงที่ว่าตะวันสั่ง ในเมื่อ ตะวันต้องสั่งอาหารตามรายการที่ผมเขียนเอาไว้” เขาจับที่แขนของแฟนสาวเบาๆ

“กรก็ไม่ทราบนะคะ เขาโทรมาบอกตามนั้น กรก็ทำตามที่บอกค่ะ ตะวันเค้าเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าคะ หรือว่า เขาอยากแกล้งคุณคะศิน เพราะเขารู้ว่าคุณไม่ชอบเขา เขาเลยอยากแกล้งให้คุณเสียลูกค้า” กรกมลได้ทีใส่ความ ทั้งหมดเป็นเพราะเธอต้องการให้วศินเข้าใจว่า รวิกานต์ไม่ได้ความ กระทั่งสั่งอาหารยังทำไม่ได้

“มิสเตอร์ลีเป็นพวกเอาแต่ใจตัวเองด้วยสิ แล้วทีนี้ผมจะทำยังไง ยัยเด็กบ้านั่น ทำผมเสียงานอีกแล้ว” เขาหงุดหงิดและเชื่ออย่างสนิทใจ ว่ารวิกานต์ต้องการจะแกล้งเขาจริงอย่างที่กรกมลว่า

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวคุณออกไปบอกมิสเตอร์ลีนะคะ ว่ามีการเข้าใจผิด กรจะรีบทำอาหารชุดใหม่ไปให้ค่ะ” กรกมลทำทีเป็นแก้สถานการณ์ วศินเห็นดีด้วย รีบเดินกลับเข้าไปด้านในห้องอาหาร

เสียงหัวเราะที่ดังมาทำเอาวศินแปลกใจ ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ และเขาก็หวังว่ามิสเตอร์ลีจะยังไม่แตะต้องอาหารบนตะไปแล้ว

“อ้าว คุณศิน กลับมาแล้วเหรอครับ” มิสเตอร์ลีเอ่ยถามด้วยสำเนียงอังกฤษชัดแจ๋ว เพราะเขาเรียนที่อังกฤษมานานปี

“ครับ” เขาตอบ ยิ้มให้และหันไปหารวิกานต์ทำตาโตใส่พรางกระซิบเสียงเบา

“เรามีเรื่องต้องคุยกัน ถ้าฉันเสียหุ้นส่วนไป เธอต้องรับผิดชอบ” เขากัดฟันด้วยความโกรธจัด แต่ยังปรับสีหน้าให้เป็นปกติเมื่อหันไปที่มิสเตอร์ลี

“ผมต้องขอโทษจริงๆนะครับ พอดีเกิดเรื่องผิดพลาดนิดหน่อย ผมจะรีบเปลี่ยนอาหารบนโต๊ะให้ใหม่นะครับ” วศินกล่าขอโทษเบาๆ

“ไม่ต้องหรอกคุณศิน คุณตะวันเธอขอโทษผมไปแล้ว และผมคิดว่า ไม่เป็น
ปัญหาเลย หากผมจะลองกินอะไรแปลกๆดูบ้าง และผมคิดว่า แกงส้มหม้อนี้ อร่อยมากๆเลยครับ” เขาพยายามจะพูดออกมาเป็นภาษาไทย แล้วหันไปยิ้มกับรวิกานต์

“คุณลีบอกว่า เขาชอบแกงส้มค่ะ แม่ของเขา เคยทำให้กินค่ะ” รวิกานต์บอกแล้วยิ้มให้กับมิสเตอร์ลีเช่นกัน

วศินทำหน้างง แต่ก็ยิ้มตอบและพยักหน้าตาม

“ผมจะลองทานแบบอื่นด้วย” มิสเตอร์ลีบอก และตักทานอาหารบนโต๊ะทุกจาน

บนโต๊ะอาหารสนุกครื้นเครงจนกรกมลเริ่มไม่พอใจ ทำไมทั้งที่เธอเปลี่ยนอาหารบนโต๊ะจนหมดเพื่อแกล้งรวิกานต์ แต่มิสเตอร์ลีก็ยังพอใจอาหารที่มีเสียอย่างนั้น กรกมลได้แต่กัดฟันกำมือมือแน่น ไม่รู้จะทำอย่างไรเพื่อให้รวิกานต์ออกไปไกลๆวศินเสียที


..........


หลังจากที่คุยกับกรกมลเมื่อคราก่อน สินทรก็เริ่มพยายามที่จะเข้าใกล้รวิกานต์มากขึ้น อีกทั้งช่วงหลังๆ กรกมลมักมาหาวศินและพากันออกไปทานข้าวข้างนอกบ่อยๆ ทำให้สินทรได้มีโอกาส ที่จะจีบรวิกานต์มากขึ้น โดยมีรตีเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ ในการติดต่อให้ทั้งคู่ออกมาพบกัน

“จะดีเหรอรตี ตะวันยังไม่รู้จักสินทรดีพอเลยนะ” รวิกานต์บอกเสียงเบาเมื่อรตีคยั้นคะยอที่จะพาเธอไปกินข้าวเที่ยงกับสินทร

“ดีสิ เถอะน่า นี่ฉันก็ไปด้วยนะ เธอจะกลัวอะไร” รตีบอก ออกแรงดึงรวิกานต์ให้เดินตาม

รตีเข้ามาตีสนิทกับรวิกานต์เพื่อที่จะช่วยกรกมลกำจัดรวิกานต์โดยที่มีเงื่อนไขว่าจะช่วยให้ได้เปนเลขาหน้าห้องของวศินแทนรวิกกานต์

สินทรรออยู่ที่ร้านอาหารข้างๆโรงแรม รตีพารวิกานต์มาถึง ก็สั่งอาหารเป็นการใหญ่

“นี่ ไปอดหยากมาจากไหนกันน่ะหะ รีบสั่งเชียว รอตะวันเขาบ้างสิ” สินทรว่าให้ รตีทำเชิดใส่ไม่สนใจ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ รตีคงหิว ตะวันยังไม่หิวเท่าไหร่ค่ะ” รวิกานต์แก้ตัวแทน ทั้งที่สินทรนั้นรู้จักรตีเป็นอย่างดีว่าถ้าเห็นของฟรีเป็นหูตั้งหางกระดิก
สินทรไม่ค่อยอยากจะใส่ใจรตี เขาสนใจเพียงแค่รวิกานต์ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเท่านั้น

“งานยุ่งมั้ยครับวันนี้”

“ไม่เท่าไหร่ค่ะ เอ่อ ขอโทษนะคะ คุณศินโทรเข้ามา” รวิกานต์ตอบแบบรวดเร็วแล้วขอตัวไปรับโทรศัพท์

สินทรทำหน้าเซ็งๆไม่ต่างจากรตีที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน ไม่รู้ว่าวศินมีงานด่วนอะไรนักหนาถึงได้ต้องโทรตามกันแม้กระทั่งตอนทานอาหารกลางวันเช่นนี้

“ค่ะ จะรีบไปค่ะ” เสียงของรวิกานต์บ่งบอกว่าจะต้องรีบไปแล้วในตอนนี้

“ไม่เป็นไรครับ เอาไว้เราค่อยคุยกันใหม่ก็ได้” สินทรทำทีเป็นเข้าใจ และบอกลารวิกานต์ในทันที

รวิกานต์เดินจากไปแล้ว ด้วยท่าทีร้อนใจ มีแค่รตีกับสินทร ที่ทำหน้าไม่พอใจอยู่ที่เดิม

“นี่ถ้าไม่บอกว่ามีแฟน ฉันคิดว่าบอสชอบตะวันแน่ๆ” สินทรกระแทกแก้วน้ำลงกับโต๊ะ ตั้งแต่รวิกานต์มาทำงาน วศินเอาแต่หนีบเธอไปด้วยตลอดจนไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้เลยด้วยซ้ำ

“ฉันก็คิดแบบนั้นนะ ฉันว่า นายรีบๆจีบตะวันให้ติดเหอะ ก่อนที่จะไม่ทันการ”

“ทำไมไม่ทันการ บอสมีคุณกรอยู่แล้ว เขาไม่คิดอะไรกับตะวันหรอก”

“เชื่อได้เหรอ น้ำหยดลงหิน ซักวันหินมันก็ยังกร่อน แล้วนี่ ตะวันสวยจะตายไป ใครอยู่ใกล้ ไม่รักก็บ้าแล้ว” รตีทำยักไหล่ พูดให้สินทรได้คิด

สินทรมองรตีแล้วคิดตาม จริงสิ รวิกานต์ออกจะสวยและมีเสน่ห์ ใครที่อยู่ใกล้ย่อมต้องหลงใหลเธอ เช่นเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น

.............

รวิกานต์กึ่งวิ่งกึ่งเดินอย่างรีบร้อนเข้าไปที่ห้องอาหารสพล จริงๆแล้ว เวลานี้เธอควรได้กินข้าวเที่ยงไม่ใช่หรือ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร วศินถึงได้รีบโทรตามเธอมาขนาดนี้กัน

แต่แล้วคำตอบทุกอย่างก็อยู่ตรงหน้า เมื่อท่านชายอรรถนั่งยิ้มรออยู่ก่อนแล้วพร้อมด้วยวศิน และกรกมลแฟนสาวที่นั่งเคียงคู่กัน โดยที่กรกมลคล้องแขนของวศินเอาไว้ตลอดเวลา จนทำเอารวิกานต์ต้องเบือนหน้าหนี

“นั่งสิ ท่านชายมารอนานแล้วนะ” วศินทำเสียงดุ แต่ก็ถูกกรกมลบีบแขนเบาๆ จึงคลายสีหน้าดุดันลงบ้าง

“สวัสดีค่ะ ท่านชาย มีธุระอะไรกับตะวันเหรอคะ” รวิกานต์รีบนั่งลงแล้วถามหาธุระที่พาให้ท่านชายมาถึงที่นี่

“ตายจริง ทำไมพูดจาแบบนั้นจ้ะตะวัน ให้เกียรติท่านชายบ้างนะ ยังไงเสีย ท่านชายก็มียศฐาบรรดาศักดิ์กว่าเธอ” กรกมลค่อนเสียงใส่ ทำหน้าเหมือนดูถูกที่รวิกานต์ไม่รู้จักภาษาชาววัง

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเองไม่ได้ถือเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์อะไร อีกเดี๋ยวก็จะเป็นชาวไร่ชาวสวน ไม่อยากให้ต้องวุ่นวาย อีกอย่าง สำหรับตะวัน เรียกผมยังไงก็ได้ครับ ตามแต่ที่หนูต้องการนะลูก” ท่านชายเอื้อมมือไปแตะเบาๆที่ศีรษะ วศินมองแล้วไม่พอใจ กรกมลเองก็จับผิดวศินแล้วแอบเคืองๆอยู่ในใจ ที่แฟนของตนมีท่าทีสนใจรวิกานต์มากกว่าแถมยังท่านชายอรรถ ที่ออกจะเอ็นดูรวิกานต์กว่าใคร

“ในเมื่อตะวันมาแล้ว หลานชายมีอะไรก็ไปทำเถอะนะ เดี๋ยวลุงขอคุยกับตะวันตามลำพังเสียหน่อย” ท่านชายอรรถแสดงความประสงค์ วศินขัดไม่ได้ ทั้งทีไม่อยกาจะออกไปจากตรงนี้

“เราไปกันเถอะนะคะ ท่านชายอยากจะอยู่ลำพังกับตะวัน” กรกมลกระชับแขนมากขึ้น ดึงให้วศินลุกขึ้น ทั้งยกยกมือไหว้อย่างนอบน้อมเป็นการร่ำลา แล้วพากันเดินออกไป

รวิกานต์มองตามทั้งคู่ไป สายตาบอกถึงความนัยน์ที่ท่านชายอรรถกำลังคิดว่ามันกำลังจะไม่เหมาะ ไม่ควร

“คุณหญิงบอกกับเราแล้วใช่มั้ย ว่าลุงอยากให้เราไปอยู่ที่บ้าน หมายถึง ไปอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่”

“ทราบแล้วค่ะ แต่ ตะวันไม่เข้าใจ ทำไมท่านถึงอยากให้ตะวันไปอยู่ด้วยคะ ในเมื่อ เราเพิ่งพบกัน หรือเพราะ แม่” รวิกานต์ทำหน้าสงสัย

“ใช่ เพราะแม่ของเรา เมื่อไหร่ที่ลุงบอกรายละเอียดได้มากกว่านี้ เราจะรู้ทันที ว่าเพราะอะไร”

“บอกตอนนี้ไม่ได้เหรอค ตะวันไม่เข้าใจเลย ทำไมอยู่ดีๆ ท่านก็อยากให้ตะวันไปอยู่ด้วย แล้วอีกอย่าง ตะวันไม่อยากทิ้งคุณหญิงไป คุณหญิงมีพระคุณ”

“แต่ลุงได้ยินว่า หลานชายเค้าไม่ชอบหน้าเรา เขาโทษว่าเราเป็นคนทำให้แม่ตายไม่ใช่หรือ” รวิกานต์ทำหน้างง ตาโตเป็นสองเท่า ไม่อยากจะเชื่อว่าท่านชายจะทราบถึงเรื่องนี้

“คุณหญิงเข้าใจผิดค่ะ คุณศินไม่ใช่คนแบบนั้น”

“ทำไมต้องปกป้อง รักตัวเองบ้างหรือเปล่า เขาไม่ชอบเรา เราก็ไม่ต้องอยู่กับเขาสิ ไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องทนอยู่กับคนที่เขาไม่ชอบเรา”

“เปล่าค่ะ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ ตะวันไม่เคยคิดว่าคุณศินเป็นคนไม่ดี คุณศินไม่ชอบตะวัน แต่คุณศินไม่เคยรังแกตะวันนะคะ”

“แต่ก็ไม่เข้าใกล้”

“นั่นเพราะคุณศินไม่อยากให้แฟนหึงค่ะ” รวิกานต์อ้างกรกมล

“คงเป็นอย่างนั้น แม่หนูคนนั้น ก็ดูจะไม่ชอบเรา เห็นมั้ย ในเมื่อมีคนไม่ชอบเราตั้งมากมาย ทำไมไม่ไปเสียจากที่นี่”

“ท่านชายคะ” รวิกานต์เรียกท่านชายเสียงอ่อน ไม่รู้จะหาเหตุผลที่ไหนมาอ้างได้ เธอเฝ้าคิด จะตอบโต้เช่นไร “ตราบใดที่ท่านชายยังบอกไม่ได้ว่าทำไมตะวันถึงจะต้องไปอยู่ที่เชียงใหม่กับท่าน ตะวันขออยู่ที่นี่ จนกว่าท่านจะหาคำตอบที่ดีกว่านี้นะคะ อย่าบังคับตะวันเลยค่ะ ท่านชายยังไม่รู้จักตะวันดี ตะวันอาจไม่ใช่คนดีอย่างที่ท่านชายคิดก็ได้” รวิกานต์ยื่นข้อเสนอ ท่านชายส่ายหน้าไปมาเบาๆ

“ดื้อเหมือนแม่เราไม่มีผิด เอาเป็นว่า ยังไงก็ไม่ยอมใช่ไหม” ท่านชายขยับเข้ามาจับไหล่ทั้งสองข้างเอาไว้

“ค่ะ จนกว่าจะรู้ ว่าเพราะเหตุใด ท่านชายถึงได้อยากให้ตะวันไปอยู่ด้วยนัก” รวิกานต์ยืนยัน ท่านชายจึงพยักหน้าเบาๆ

“ไม่นานเกินหรอหรอกตะวัน เราจะได้รู้ ว่าสิ่งที่ลุงพูด คืออะไร” สีหน้าของท่านชายจริงจังมาก จนรวิกานต์อดที่จะหวาดหวั่นไม่ได้ อะไรคือเหตุผลที่แท้จริงกันแน่ ทำไมท่านชายถึงต้องการตัวเธอมากขนาดนี้

อย่าว่าแต่รวิกานต์เลยที่สงสัย คนที่แอบฟังอยู่อย่างวศินและกรกมลเองก็สงสัยเช่นกัน

“หมายความว่ายังไงคะ ความจริง ความจริงเรื่องอะไรงั้นเหรอ เรื่องที่สองคนนั้นพูด มันเรื่องอะไรกัน” กรกมลเอ่ยถามแฟนหนุ่ม วศินได้แต่ส่ายหน้าไปมา

“ไม่รู้สิครับ ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน” มันจะต้องเป็นเรื่องใหญ่มากแน่ๆ ไม่เช่นนั้น ท่านชายคงไม่แสดงสีหน้าจริงจังเช่นนี้ออกมาแน่ และที่สำคัญเมื่อความจริงปรากฏ รวิกานต์อาจจไม่ได้อยู่ที่บ้านของเขาอีก

ดีแล้วไม่ใช่หรือ ในเมื่อรวิกานต์เป็นเพียงตัวซวยที่อยู่ใกล้ใครก็มีแต่เรื่องไม่หยุดหย่อน ดีแล้วไม่ใช่หรือหากเธอจะไปจากที่บ้านสิตรากรเสียที แล้วทำไม ในใจของเขากลับรู้สึก แปลกๆ ทำไม

................

หมายเหตุ : เข้าสู่ระบบก่อน จึงจะโพสความคิดเห็นได้
Untitled Document