header
Untitled Document
Left
 
สั่งซื้อ หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว แจกฟรีทันที รักร้อนดั่งไฟ, ไฟรักผลาญใจ, ใจขอเพียงรัก, ดั่งสวรรค์สาป...ว่าให้รัก, หวานชะมัดแผนรักปล้นใจ จะเลือกเล่มใดเล่มหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้ ค่าส่งเล่มละ 50 บาท (เลือก 5 เล่มก็ 250 บาท) โอนเงินมาพร้อมกับการสั่งซื้อ หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว เข้าบัญชี มงคลชัย ชัยวิสุทธิ์ ธนาคารกสิกรไทย 731-2-44211-0 เสร็จแล้วส่งสลิปใบโอนเงินและชื่อที่อยู่ที่ให้จัดส่งพร้อมเบอร์โทรศัพท์ มาที่ mchaivis@hotmail.com โปรโมชันนี้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2559 เท่านั้น รีบหน่อยนะคะก่อนหนังสือจะหมด

Click
บ่วงตะวัน ตอนที่ 9
โดย minikunnoo เมื่อ 2013-09-04
บทที่ 9

ก่อนกลับเข้าโรงแรม วศินได้รับโทรศัพท์ด่วนจากทางร้านของกรกมล ชายหนุ่มลุกลี้ลุกรนและรีบวิ่งไปขึ้นรถ รวิกานต์จะถามก้ไม่ทัน ได้แต่มองตามรถไปด้วยอาการงุนงง

“ครับกร คุณอยู่ไหน ผมจะรีบไป” วศินเอ่ยถามเมื่อกดโทรหาปลายสายตอบรับเรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่ปลายสายบอกถึงสถานที่เกิดเหตุ วสินก็รีบไปที่นั่นอย่างเร่งด่วน จนกระทั่ง เขาได้เห้น รถของกรกมล จอดอยู่ข้างทางในสภาพพังยับที่ด้านหลัง

“เป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนมั้ย” เมื่อถึงตัวแฟนสาว วศินก็รีบเข้าไปถามไถ่อาการของเธอในทันที

“กรไม่ค่ะ แต่ รถพังหมดเลย” กรกมลว่าแล้วซบหน้าลงกับอกอุ่นของวศินด้วยความดีใจที่ได้เห็นเขามาหาในทันทีที่เธอเกิดเรื่อง

“ดีแล้วครับ ไม่เป็นไรเดี่ยวผมจะโทรให้อู่มาเอารถของคุณไปซ่อม ส่วนตอนนี้ ไปกับผม” วศินว่า แล้วพากรกมลมาขึ้นรถ

วศินไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เด็กที่ร้านของกรกมลโทรมาแจ้งว่าหญิงสาวเกิดอุบัติเหตุ ปละต้องการความช่วยเหลือด่วน ซึ่ง กรกมลไม่ต้องการให้เขารู้ แต่เด็กๆเป็นห่วงเลยโทรหาวศิน และชายหนุ่มจึงมาอยู่ที่นี่ในตอนนี้

วศินพากรกมลกลับเข้าโรงแรม หญิงสาวมีอาการเหนื่อยอ่อน วศินเอ่ยถามอะไรก็ไม่ยอมพูดออกมาซักคำ พอเดินเข้ามาถึงโต๊ะทำงานของรวิกานต์

กรกมลมองหญิงสาวที่เป็นเลขาหน้าห้องด้วยสีหน้าประหลาด จนรวิกานต์เองก็อดที่จะหลบสายตาน่ากลัวนั้นไม่ได้ หญิงสาวซบที่ไหล่ของวศินและเกาะเขาแน่น รวิกานต์จึงทำหน้าที่เปิดประตูให้กับเจ้านายและแฟนสาว

“เดี๋ยวฉันขอผ้ากับน้ำเย็นแล้วก็หาอะไรอุ่นๆให้คุณกรดื่มทีสิ” วศินออกคำสั่งเมื่อพากรกมลนั่งลงที่โซฟา

“ไม่ต้อง” กรกมลเสียงสูง แล้วมองตาขวาง “กรอยากกลับบ้านค่ะศิน” แล้วหันไปอ้อนวศิน

รวิกานต์ชะงักกับอาการของกรกมล ซึ่งแม้แต่วศินเองก็พลอยแปลกใจไปด้วย เพราะโดยปกติ กรกมลจะเอ็นดูรวิกานต์มากมาย

“งั้นไม่เป็นไร ไปทำงานเถอะ ฉันจะพาคุณกรกลับบ้าน”

“ค่ะ” รวิกานต์ตอบแค่นั้น แล้วเดินกลับไปทำงานของตน

จากนั้นวศินพากรกมลกลับบ้านและไม่กลับมาอีก ทำให้สินทรมีโอกาสได้ไปส่งรวิกานต์ที่บ้านโดยให้เหตุผลว่ามันดึกมากแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะรวิกานตืมัวแต่รอวศิน และเขาก็ไม่กลับมา

ที่หน้าบ้าน มะลิมาเปิดประตูให้กับรวิกานต์ เธอมองไปเห็นเด็กหนุ่มในรถก็อดถามไม่ได้

“ใครมาส่งน่ะตะวัน”

“เพื่อนที่ทำงานค่ะ เขาเห็นว่าดึกแล้ว เลยมาส่ง” รวิกานต์ตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน

“แล้วทำไมกลับดึกจังล่ะ” มะลิเดินตามถามไม่หยุด

“งานเยอะค่ะ ต้องรีบเคลีย” รวิกานต์บอก แล้วยิ้มให้

“คุณศินกลับมาแล้วนะ ถามหาอยู่แน่ะ บอกว่าถ้ากลับมา ให้ไปหาที่ห้องหนังสือ” มะลิบอก รวิกานต์ทำหน้าเซ็งๆ แล้วเดินแยกกับมะลิที่หน้าบ้าน
หญิงสาวเดินตรงไปที่หน้าห้องหนังสือของวศิน เขามักจะขลุกอยู่ในนี้เวลาที่มีเรื่องไม่สบายใจ รวิกานต์บรรจงเคาะอย่างเบามือ แต่ดังพอจะทำให้คนด้านในออกมาเปิดประตูได้

“เข้ามาสิ” วศินบอก แล้วถอยให้รวิกานต์เข้ามาด้านใน

รวิกานต์เข้าไปด้านใน บนโต๊ะมีซองเอกสารสีน้ำตาลวางเอาไว้ เธอไม่ได้นึกเอะใจเท่ากับสิ่งที่อยู่ในมือของวศินในตอนนี้

“ทำไมเพิ่งกลับ” เขาถาม น้ำเสียงไม่ปกติรวิกานต์รู้ดี

“งานเพิ่งเสร็จค่ะ เลยกลับดึก” รวิกานต์ตอบเบาๆ แม้จะหวั่นเกรงสายตาแบบนั้น แต่เธอก็ยังนึกเคืองมากเกินกว่าจะยอมให้

“กลับมากับใคร”

“สินทรมาส่งค่ะ เขาเห็นว่าดึก เลยมาส่ง”

“แน่ใจเหรอว่าทำงาน”

“หมายความว่ายังไงคะ ก็เอกสารแปลมีเยอะ ตะวันก็เลยต้องทำให้เสร็จ เพราะพรุ่งนี้คุณศินมีประชุมไงคะ” รวิกานต์ว่า แล้วมองหน้าวศินด้วยสีหน้างุนงง

“ก็ที่เห็นเนี่ย มันไม่เหมือนกำลังทำงานเลยนะ” วศินโชว์รูปที่ได้มาจากรตีในมือถือให้รวิกานต์ดู ภาพที่ถูกส่งมาเหมือนทั้งคู่กำลังโอบกอดกันบ้าง ใกล้ชิดกันมากถึงขั้นหน้าแนบหน้าก็มี ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ มีภาพหนึ่งที่เหมือนเธอกำลังจูบกับสินทรอย่างไรอย่างนั้น

“นี่มันอะไรกันคะ ใครเป็นคนถ่ายภาพพวกนี้” รวิกานต์หน้าตื่นหมายจะคว้าเอามาดูใกล้ๆ แต่อีกฝ่ายกลับดึงมือกลับทำให้ไม่สามารถแย่งมา

“ใครจะถ่ายก็ช่าง แต่ที่เห็น เธอไม่ได้ทำงาน ถามจริงๆเถอะ ละอายแก่ใจบ้างหรือเปล่า นี่มันที่ทำงานนะ กล้องวงจรปิดก็มี ทำไมถึงไม่รู้จักอายเสียบ้าง หรือว่า หน้าเธอมันหนา ข้าวที่ยายฉันให้เธอกิน มันไม่มียางเลยหรือไง” วศินพูดด้วยน้ำเสียงดุดันเหยียดหยาม สายตาของของเขาบ่งบอกว่าชิงชัง

“คุณศิน” รวิกานต์กัดริมฝีปากแน่น คับแค้นในอก แต่พูดไม่ออก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรชึ้น ทำไมภาพถ่ายพวกนี้ถึงมาอยู่ในมือถือของวศินได้ ที่สำคัญ เธอไม่เคยทำอะไรเช่นที่ในภาพถ่ายนนั้นถ่ายได้ เธอแค่ทำงาน และสินทรเองก็แค่เข้ามาช่วยดูงานแปลของเธอเท่านั้น

“เถียงไม่ออกสินะ เพราะเธอทำแบบนั้นจริง หรือเธอจะบอกว่ามันไม่จริง พูดมาสิ” วศินยังคงกดดันด้วยคำพูดที่เหยียบหยามน้ำใจของรวิกานต์อย่างมาก เขาไม่เคยนมองเธอดีเลย ในสายตาของเขา เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ทำตัวเหลวไหลตั้งแต่เด็ก ทำตัวมั่วสุม มั่วผู้ชาย ทำตัวเหลวแหลก เฟริ์ทกับทุกคน เขาคิดแบบนั้น และเขาก็เกลียดเธอ เพราะเธอทำให้แม่ตาย

“มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด ตะวันไม่เคย...”

“ไม่เคยอะไร ไม่เคยทำในที่แจ้งงั้นเหรอ เธอจะบอกว่า ปกติเธอทำแบบนี้กันที่ลับตาคนงั้นเหรอ ฉันจะบอกอะไรให้นะ ถึงพวกเธอจะเป็นแฟนกัน แต่การทำแบบนี้ในที่สาธารณะชนมันน่ารังเกียจ” เขาทุบโต๊ะปัง รวิกานต์สะดุ้ง หญิงสาวยังคงกำมือแน่น ตัวเกร็ง และสั่นไปทั้งตัว เธอมองเขาผ่านม่านน้ำตาที่ไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ไม่มีแม้เสียงสะอื้น ไม่มีแม้แต่คำร้องขอให้วศินหยุดคำพูดของเขา ที่ทำร้ายเธอเหลือเกิน

“มันจะมากไปแล้วนะคะ” รวิกานต์พูดออกมาด้วยความยากลำบาก “คุณจะดูถูกกันมากไปแล้ว”

“ก็เพราะฉันดูถูกน่ะสิ ฉันมองเธอออกตั้งแต่แรก เธอขาดผู้ชายไม่ได้ ตั้งแต่สมัยเรียน มีผู้ชายมากหน้าหลายตามาส่งเธอที่รั้วเป็นประจำ แล้วยัง ที่ไม่เห็นอีกล่ะ ที่โรงเรียน แล้วเรื่องที่ผับในตอนนั้น เธออย่าคิดนะ ว่าฉันจะลืม” วศินขุดเอาเรื่องเก่ามาพูดอีกจนได้ รวิกานต์ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะยังจำเรื่องพวกนั้นเอาไว้

“ขอโทษนะคะ เรื่องนั้นตะวันชี้แจงแล้ว ไม่ใช่อย่างที่คุณศินเข้าใจ และขอโทษอีกครั้งนะคะ ถ้านี่ มันเป็นเรื่องของตะวันกับสินทร คุณศินก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่ง” รวิกานต์พูดเสียงขื่น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงต้องจ้องหาเรื่องเธอนักหนา

“อะไรนะ ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ” วศินเหลือกตาโปนใส่ ขยับเข้าหา คว้าเข้าที่ข้อแขนบิดแรงๆด้วยความโมโห

“ค่ะ ไม่มีสิทธิ์” รวิกานต์ย้ำคำ เธอไม่หลบตา น้ำตายังคงไหล เพียงแค่ ไม่มีเสียงสะอื้นออกมา

“ใครบอกล่ะ ฉันมีสิทธิ์ เพราะฉัน เป็นเจ้านายเธอ เป็นเจ้าชีวิตของเธอ เธออยู่ในบ้านของฉัน ยายของฉันเลี้ยงเธอมา แม่ของเธอ ฝากเธอเอาไว้กับฉัน เพราะงั้น เธอเป็นของฉัน” วศินบอก แล้วดึงแรงๆ รวิกานต์ขืน เธอเจ็บ แต่ไม่ร้อง

“คนที่มีสิทธิ์ในตัวตะวัน มีแค่คุณท่านเท่านั้นค่ะ” รวิกานต์เสียงสั่น และตอนนี้มันก็เกินจะกลั้น น้ำตาไหลเป็นทาง และเสียงก็เริ่มดังขึ้น

“คุณศินเองก็ไม่ได้อยากจะยุ่งกับตะวันอยู่แล้วนี่คะ ที่คุณศินเอาแต่จับผิดตะวันตลอดเวลา ก็เพราะคุณศินเกลียดตะวัน คุณศินไม่ชอบตะวัน ตะวันทำอะไรก็ผิดไปหมด เพราะคุณศินเกลียดตะวัน คุณศินเกลียดตะวัน...” เสียงอุทรณ์ของรวิกานต์หายเงียบหายไปเมื่อริมฝีปากของวศินประกบลงมาอย่างหนักหน่วง ก่อนที่จะผละออกด้วยความรุนแรง

รวิกานต์คล้ายต้องมนต์ เธอมองหน้าของวศินแล้วกระพริบตาถี่ๆ

“ไม่ต้องมามองหน้าฉันแบบนั้น เธอไม่มีสิทธิ์มาต่อว่า” เขาบอก มองหน้ารวิกานต์ที่ออกจะตื่นๆกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ตะวัน” วศินเห็นรวิกานต์นิ่งไป ดวงตาเธอเหม่อลอยคล้ายคนโดนมนต์สะกด หญิงสาวทำตาปริบๆ หายใจติดขัด จนวศินอดสงสัยไม่ได้

“นี่อย่าบอกนะ ว่า นี่คือจูบแรกของเธอ” เพียงแค่นั้น ร่างของรวิกานต์ก็เป็นลมล้มพับไปต่อหน้า

“เฮ้ย ตะวัน ตะวัน” วศินตกใจทำอะไรไม่ถูก ช้อนอุ้มร่างของรวิกานต์ไปวางที่โซฟาบุนวมขนาดใหญ่ในห้อง

วศินวางรวิกานต์ลงอย่างเบามือ ใบหน้าของหญิงสาวซีดเซียว ไม่ได้สติเลยแม้แต่น้อย

“เอาไงวะ” วศินงุนงง ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน นึกถึงผู้เป็นยายก่อน

มะลิถูกตามตัวให้ขึ้นมาดูอาการของรวิกานต์ในทันทีที่คุณหญิงทราบเรื่อง คุณหยิงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองอาการของหลานชายที่ดูจะร้อนรนจนนั่งไม่ติด

“นี่ตาศิน ตะวันแค่เป็นลม ไม่ได้ใกล้ตาย แกไม่ต้องร้อนรนขนาดนั้นก็ได้” เสียงผู้เป็นยายเอะอะเรียกสติของวศินคืนมา ทำไมเขาต้องร้นอรนกันเล่าในเมื่อเขาไม่ได้คิดอะไรกับคนที่นอนไม่ได้สติอยู่เลยนี่นา

“ผมเปล่าครับ ผมแค่ไม่อยากให้เขามาเป็นอะไรในบ้านเรา” วศินแก้ตัว แล้วนั่งลงข้างๆผู้เป็นยาย แต่สายตามองจ้องที่ใบหน้าซีดเซียวของรวิกานต์ตลอดเวลา

“ไปทำอะไรเข้า ทำไมตะวันเป็นแบบนี้” คุณหญิงเอ็ดเบาๆ เมื่อเห็นหลายชายนั่งลงได้เสียที

“เปล่าครับ ก็แค่คุย อยู่ๆก็ล้มไปเลย” วศินหลบสายตา นั่นย่อมแปลว่าเขากำลังโกหก

“แน่ใจนะ”

“ครับ” วศินบอก แล้วรีบเดินออกไปจากตรงนั้น

เพียงไม่นาน รวิกานต์ก็ฟื้นคืนสติ หญิงสาวมองทุกอย่างรอบตัวด้วยความงุนงง ภาพใบหน้าของวศินในระยะประชิดยังคงอยู่ในความทรงจำ รอบประทับของริมฝีปากยังตราตรึงจนต้องยกมือขึ้นทาบทับสัมผัสอย่างเบามือ

“เป็นยังไงล่ะเรา ตาศินบอกว่าเราทำงานหนักจนเป็นลมรึ” คุณหญิงเอ่ยถามเบาๆ เมื่อเห็นรวิกานต์ยังนิ่ง

“เอ่อ ค่ะ ตะวันคงทำงานหนักเกินไป” รวิกานต์ตอบเสียงแผ่ว วศินคงไม่กล้าบอกใคร ว่าเขาได้จูบแรกของเธอไปเรียบร้อยแล้ว

“ถ้างั้นมะลิ พาตะวันไปพักได้แล้วไป พรุ่งนี้ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องไปนะ” คุณหญิงสั่ง มะลิพยักหน้ารับคำ คุณหญิงรอจนกระทั่งมะลิพารวิกานต์ออกไป แล้วจึงเดินออกมาจากห้องและกลับขึ้นไปด้านบน

“ตะวันเอ้ย ทำงานเหนื่อยจนเป็นลมเป็นแล้งเลยเหรอ พี่ล่ะสงสารตะวันจริงๆ” มะลิลูบหัวลูบหลังรวิกานต์เป็นการใหญ่ เมื่อส่งเธอถึงห้อง

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่มะลิ ตะวันทนได้ ตะวันคงจะเหนื่อยมากไป เลยเพลีย แล้วก็เลยเป็นลมค่ะ” รวิกานต์บอก เมื่ออาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ถ้าอย่างนั้นก็นอนพักเยอะๆนะตะวัน พรุ่งนี้พี่จะมาดูเราแต่เช้า พี่ไปนอนก่อนล่ะ ง่วงเหลือเกิน” มะลิว่าพรางยกมือป้องปากหาววอดๆ

“พี่มะลิไปเถอะค่ะ ตะวันอยู่ได้” รวิกานต์บอก แล้วยกผ้าห่มขึ้นคลุมกาย

“เดี๋ยวตะวันหลับแล้วพี่ค่อยไปนะ” มะลิว่า แล้วนั่งลงข้างๆรวิกานต์ หญิงสาวพยักหน้ารับคำ ก่อนหลับตาลง

เมื่อรวิกานต์หลับแล้ว มะลิจึงลุกออกไปจากตรงนั้น เธอกำลังจะปิดประตูห้องของรวิกานต์ แต่ที่หน้าประตู มะลิเจอวศินยืนรออยู่ก่อนแล้ว

“อ้าวคุณศิน ยังไม่นอนอีกเหรอคะ”

“หลับแล้วเหรอ” วศินชะเง้อคอมองเข้าไปด้านใน

“ค่ะ หลับแล้วค่ะ ท่าทางจะเพลียมาก คุณศินมีธุระเหรอคะ” มะลิถามด้วยความสงสัย

“พี่มะลิไปนอนเถอะครับ ผมขอเข้าไปดูเขาหน่อย” วศินว่าแล้วผลักประตูเข้าไป”

“ค่ะๆ” มะลิยืนเกาหัว มองวศินเดินเข้าไปในห้องและปิดประตูลงอย่างเบามือ

รวิกานต์นอนอยู่บนเตียง ภายในห้องสะอาดสะอ้านไม่มีสิ่งของเครื่องใช้มากนัก รวิกานต์เป็นคนรักสะอาดและไม่ชอบใช้อะไรมากมาย ห้องของเธอจึงดูเรียบๆ มีเพียงชั้นหนังสือ ที่คุณหญิงซื้อให้เมื่อตอนจบมัธยมปลายเท่านั้น กับโต๊ะเขียนหนังสือ ที่เก่าเก็บ เป็นมรดกตกทอดของวศินที่เขาเคยยกให้เธอเมื่อห้าปีก่อน ตอนย้ายเข้ามาใหม่ๆ บนโต๊ะมีรูปถ่ายของรวิกานต์วางเอาไว้ รูปถ่ายตอนยังเด็กกับแม่ และรูปที่ถ่ายเมื่อครั้งรับปริญญา

วศินมองสำรวจจนทั่ว เขาหยุดที่โต๊ะหนังสือ หยิบนั่นนี่ขึ้นมาเปิดดู จนกระทั่งรูปถ่าย มองเทียบกับตัวจริงที่นอนอยู่ ยิ่งน่าหลงใหลนักเชียว รวิกานต์เป็นคนสวย ซึ่งวศินยอมรับเป็นอย่างดี แต่เขาไม่เคยยอมรับ ว่าเด็กคนนี้ สวยทั้งตัวและหัวใจ เขามองว่านั่นคือสิ่งฉาบฉวย ที่ใครๆต่างก็มองว่าเป็นสิ่งดี โดยไม่มีใครรู้ ว่าที่จริงแล้วนั้น รวิกานต์เหลวแหลกมามากแค่ไหนแล้วกัน

ชายหนุ่มเดินมาหยุดที่ข้างเตียง ยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ลงมาปรกหน้าขึ้นอย่างเบามือ ใบหน้าของรวิกานต์ยามหลับใหล ช่างเหมือนเด็กน้อยน่าถนุทนอม ชายหนุ่มเผลอใจไปกับใบหน้านวลเนียน จนยกมือขึ้นลูบเบาๆ และยิ้มออกมาอย่างลืมตัว

“ยัยเด็กโง่ จูบยังไม่ประสาเลย” เขาว่า แล้วหัวเราะขำๆ ก่อนจะช่วยกระชับผ้าห่มให้กับหญิงสาว แล้วฝากรอยจูบเอาไว้บนหน้าผากมน และเดินกลับออกมาอย่างอารมณ์ดี


หมายเหตุ : เข้าสู่ระบบก่อน จึงจะโพสความคิดเห็นได้
Untitled Document