header
Untitled Document
Left
 
สั่งซื้อ หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว แจกฟรีทันที รักร้อนดั่งไฟ, ไฟรักผลาญใจ, ใจขอเพียงรัก, ดั่งสวรรค์สาป...ว่าให้รัก, หวานชะมัดแผนรักปล้นใจ จะเลือกเล่มใดเล่มหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้ ค่าส่งเล่มละ 50 บาท (เลือก 5 เล่มก็ 250 บาท) โอนเงินมาพร้อมกับการสั่งซื้อ หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว เข้าบัญชี มงคลชัย ชัยวิสุทธิ์ ธนาคารกสิกรไทย 731-2-44211-0 เสร็จแล้วส่งสลิปใบโอนเงินและชื่อที่อยู่ที่ให้จัดส่งพร้อมเบอร์โทรศัพท์ มาที่ mchaivis@hotmail.com โปรโมชันนี้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2559 เท่านั้น รีบหน่อยนะคะก่อนหนังสือจะหมด

Click
บ่วงตะวัน ตอนที่ 13
โดย minikunnoo เมื่อ 2013-10-08
บทที่ 13

รวิกานต์รู้สึกว่าตัวเองกำลังลอยได้ หยิงสาวกำลังลอยไปที่ไหนซักแห่ง ก่อนที่เท้าของเธอแตะพื้นหญ้าสีเขียวขจี เบื้องหน้าเป็นสวนสวย มองไปเห็นแต่ดอกไม้เต็มไปหมด รวิกานต์ระรานตา ก่อนที่จะหยุดนิ่งเมื่อพบใครบางคน

“แม่” รวิกานต์โผเข้าหาในทันทีที่เห็น ผู้เป็นแม่อ้าแขนรับ โอบกอดด้วยความคิดถึง

“ตะวันคิดถึงแม่” หญิงสาวเพียงแค่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร นางยกมือขึ้นลูบหัวและจับที่แก้มของรวิกานต์

“เป็นเด็กดีนะตะวัน ความดี จะคุ้มครองลูก” พูดเพียงแค่นั้น ก็เหมือนมีพลังงานบางอย่างดูดเอารวิกานต์กระเด็นออกมา และแม่ของเธอก็หายไป
เปลือกตาที่แสนหนักอึ้งของรวิกานต์พยายามจะเผยอขึ้นเพื่อรับรู้สิ่งต่างๆภายนอก เสียงที่ได้ยินโหวกเหวกโวยวาย แต่ก็พยายามได้แค่นั้น เมื่อทุกอย่างดับวูบลงเช่นเดิม

ผ่านเวลาไปกว่าสิบวันแล้ว รวิกานต์ยังคงนอนแน่นิ่งไร้การตอบสนอง รอบกายของเธอเวลานี้ ท่านชายอรรถนั่งอยู่เคียงข้าง จับมือหญิงสาวเอาไว้ตลอด รพีภัทรและพิมพ์ประภัสเองก็มาเยี่ยมบ่อยครั้ง ส่วนคุณหญิงก็ไม่เคยทิ้งไปไหน มาเฝ้าอยู่ตลอดเวลา โดยให้มะลิมาคอยเฝ้าที่โรงพยาบาล มีก็แต่วศิน ที่ไม่เคยมาเหยียบที่นี่เลยซักครั้งเดียว

“ตาหลานคงเสียใจน่าดูสินะครับ ที่แฟนต้องจากไปแบบนั้น แล้วนี่จะเผาเมื่อไหร่กัน” ท่านชายเอ่ยถาม มือกระชับมือบางเอาไว้แน่น

“เห็นว่าวันพรุ่งนี้ค่ะ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง แล้วทำไมต้องเป็นกับตะวันด้วยก็ไม่รู้” คุณหญิงเอ่ยเสียงขื่น ไม่เข้าใจเหตุการณ์ รู้แค่ว่า ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน

“ถ้าตะวันตื่นมาคงไปร่วมงานทันนะครับ” ท่านชายว่า มองใบหน้าซีดเซียวของรวิกานต์ที่นอนนิ่งอย่างเป็นห่วงเป็นใย

เสียงคุยของทั้งคู่ ปลุกให้รวิกานต์ลืมตาขึ้นมองด้วยความมึนงง ดวงตากลมโตสอดส่ายไปมารอบๆ สิ่งแรกที่เห็นคือฝ้าเพดาน ก่อนจะค่อยๆหันมองสัมผัสนุ่มนวลที่มือของเธอและพบกับท่านชายอรรถเข้า รอยยิ้มแรกที่ได้รับจากท่านชายทำให้รวิกานต์อุ่นใจ ก่อนที่เธอจะเห็น คุณหญิงรุจีนั่งอยู่ถัดไป มองมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“ตะวัน” ท่านชายเรียกชื่อรวิกานต์ดังลั่น ลุกขึ้นยืนด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่าหยิงสาวที่นอนนิ่งมากว่าสิบวันจะฟื้นคืนสติเอาในวันนี้

“ท่านชาย คุณท่าน” รวิกานต์มองทั้งคู่ น้ำตารินไหล

“ตะวันฟื้นแล้ว เรียกหมอเร็ว” คุณหญิงร้องสั่ง มะลิจึงรีบวิ่งออกไปตามหมอ

“รู้หรือเปล่า เราหลับไปตั้งสิบวันนะ” ท่านชายพูดพรางยกมือขึ้นลูบหัวเบาๆ

“สิบวัน แล้ว คุณกรล่ะคะ คุณท่าน คุณกรเป็นยังไงบ้าง” พอนึกลำดับเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่นึกถึงอย่างแรกคือ กรกมล ถ้าเธอหลับสิบวัน แล้วกรกมลเล่า เป็นอย่างไรในตอนนี้

ยังไม่มีใครได้ตอบอะไร หมอก็เข้ามาก่อน ทุกคนจำเป็นต้องออกไปรอด้านนอก เพื่อให้หมอตรวจอาการของรวิกานต์อย่างละเอียดอีกครั้ง

“จะบอกว่าอย่างไรครับคุณหญิง” สีหน้าของท่านชายเป็นกังวล

“ก็คงต้องบอกตามความจริง ว่ายัยหนูกร ตายแล้ว” แววตาคุณหญิงสั่นไหวไปเล็กน้อย นึกถึงใบหน้าของหลานชายที่เพิ่งสูญเสียคนรักไปแบบไม่มีวันกลับ สายตาเครียดแค้นชิงชังที่มีต่อรวิกานต์ นางยังจำได้ดี ถ้าเข้ามาเอาชีวิตได้ คงทำแล้วกระมัง

เมื่อหมอตรวจร่างกายของรวิกานต์เสร็จแล้ว หญิงสาวจึงได้รับความจริงว่ากรกมลนั้นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุเพราะหอหักทันที แต่รวิกานต์นั้นรอดมาได้ แต่ก็หลับไปถึงสิบวัน และพรุ่งนี้ จะมีพิธีเผาศพของกรกมลที่ตั้งสอดอภิธรรมอยู่ที่วัดมากว่าหกวันแล้ว

“ไม่จริง” รวิกานต์กำมือแน่นกับเตียงนอน น้ำตาไหลอาบแก้ม ทำไมถึงเป็นแบบนั้น “เพราะตะวันใช่มั้ยคะ” เธอถามเสียงสั่น

“ไม่ใช่เลยตะวัน ไม่ใช่พราะหนู หลานไม่ใช่คนผิด ตำรวจพิสูจน์แล้วว่า กรกมลขับรถด้วยความประมาท ทำให้เกิดอุบัติเหตุ” ท่านชายอรรถส่ายหน้าไปมา ลูบหัวรวิกานต์เบาๆ

หญิงสาวไม่ตอบ เธอเงียบ และนอนร้องไห้เบาๆ


..............


ด้านหน้าศาลาสวดอภิธรรมศพของกรกมล รวิกานต์ยืนด้วยความโศกดศร้า เธอขอร้องให้ท่านชายพาเธอมาที่นี่ในวันนี้ เพราะเป็นวันเผาพอดี เธออยากมาขออโหสิกรรมแก่กรกมล สำหรับเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด แต่ตอนนี้เหมือนเธอยังไม่พร้อม ยิ่งมองไปแล้วเห็นวศินนั่งก้มหน้าก้มตาสีหน้าเศร้าซึมอยู่หน้าโลงศพ ยิ่งทำให้เครียดและเสียใจสุดกำลัง

“แน่ใจแล้วเหรอ ว่าอยากจะเข้าไป เรายังไม่แข็งแรงเลยนะ” ท่านชายอรรถเข้ามาประคอง เมื่อเห็นรวิกานต์เริ่มซวนเซ

หญิงสาวยังไม่หายดี เพิ่งฟื้นเมื่อวานวันนี้ก็ออกมาข้างนอก ร่างกายจึงยังปรับตัวไม่ได้ แต่เจ้าตัวยืนยันที่จะมา ท่านชายจึงไม่อยากจะขัดใจ เลยพามาที่นี่

“ค่ะ” รวิกานต์ตอบเบาๆ แล้วเดินเข้าไปด้านในโดยมีท่านชายพยุงแขนเอาไว้ตลอดเวลา

ร่างของวศินยังคงนิ่ง ไม่รับรู้สิ่งอื่นใด ด้านข้างถัดไปเป็นบุพการีของกรกมล ที่นั่งประคับประคองกันอยู่ พ่อของกรกมลนั้นมีหน้าละม้ายคล้ายหญิงสาวที่ถูกตั้งอยู่หน้าศพ อย่างมาก เขากำลังพัดวีภรรยาที่กำลังโศกเสียใจด้วยความห่วงใจและใกล้ชิด

ทุกคนกำลังรอเวลาเพื่อจะส่งกรกมลเป็นครั้งสุดท้าย โลงศพตั้งเตรียมพร้อม มารดาของกรกมลนั้นร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ

ช่วงเวลาที่กำลังเศร้าโศก วศินหันมาเห็นรวิกานต์กับท่านชาย เขาแสดงอารมณ์ไม่พอใจและลุกพรวดจากเก้าอี้ของตนเอง ตรงดิ่งเข้ามาหารวิกานต์ที่มีท่านชายอรรถกำลังประคองเอาไว้ มือใหญ่คว้าเข้าที่แขนบอบบาง กระชากสุดแรงจนหลุดพ้นจากมือของท่านชายมาประทะเข้ากับอกกว้าง

“มาทำไม คิดจะทำอะไร หรือว่าอยากมาดูความสำเร็จของตัวเอง ที่ทำให้กรต้องตาย”

“ตะวันเปล่าค่ะ ตะวันไม่ได้..”

“ไม่ได้ตั้งใจ เธอจะบอกแบบนั้นสินะ ไม่ตั้งใจ แต่กรก็ตายไปแล้ว ฉันถามเธอจริงๆเถอะ จะต้องมีคนตายอีกกี่คนเธอถึงจะพอใจห๊ะ” ร่างทั้งร่างของรวิกานต์สั่นไหวไปตามแรงเหวี่ยง ศีรษะสั่นคลอน ท่านชายรีบเข้ามาดึงร่างขงรวิกานต์ออกห่างเพราะไม่อยากให้เธอหัวหลุดออกมาเสียก่อน

“เบาๆก็ได้หลานชาย” ท่านายเอ่ยปราม เอาตัวกันรวิกานต์เอาไว้

“ถ้าจะกรุณา ช่วยพาผู้หญิงคนนี้กลับไปเดี๋ยวนี้” วศินหันหลังให้ แล้วเดินหนีออกไปจากตรงนั้น

รวิกานต์ได้แต่มองแผ่นหลังด้วยความเจ็บปวด น้ำตาไหลออกมาอาบสองแก้ม เธอหันเข้าหาท่านชายแล้วซบหน้านิ่ง

“เรากลับกันก่อนเถอะนะ ลุงว่า เขายังไม่พร้อมที่จะคุยกับหลานหรอก” ท่านชายกอดปลอบ แล้วประคองร่างของรวิกานต์หันกลับเดินออกมาจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว

วศินหันมองท่านชายประคองร่างรวิกานต์ออกไป ใจหนึ่งก็หงุดหงิดที่เห็นเธอถูกชายอื่นประคอง แต่ตอนนี้ความโกรธเข้าครอบงำ ทำให้ไม่คิดอย่างอื่นอีกนอกจากรังเกียจเธอที่ทำให้แฟนสาวของเขาต้องตาย

ผ่านช่วงเวลาที่แสนจะยากลำบากไปได้ วศินเสียใจที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นกับกรกมล ที่เสียใจยิ่งกว่านั้นคือ กรกมลกำลังตั้งท้อง

‘คุณกรกมลตั้งครรภ์ได้สามสัปดาห์แล้วครับหมอต้องแสดงความเสียใจด้วยนะครับ’ หมอเอ่ยแค่นั้นแล้วเดินจากไป ทิ้งให้วศินนั่งเป็นบื้ออยู่กับเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน

ในวันที่ทราบเหตุ กู้ภัยโทรถึงเขาเพราะเป็นเบอร์แรกที่กรกมลโทรออก เขาใจสั่น คิดว่าคงไม่มีอะไรร้ายแรง แต่เปล่าเลย กรกมลเสียชีวิตคาที่ในสภาพคอหักและถูกเบียดจนตับและม้ามเสียหาย ส่วนรวิกานต์นั้น คาดว่าไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างของหญิงสาวถูกกระแทกอย่างแรงและกระเด็นออกมาทางด้านกระจกหน้ารถไปกองอยู่ข้างต้นไม้ที่กรกมลขับรถพุ่งชน รวิกานต์ในตอนนั้นยังมีลมหายใจ กู้ภัยจึงนำส่งโรงพยาบาล

รวิกานต์นอนแน่นิ่งไปสิบวัน ในขณะที่กรกมลไม่มีวันฟื้นคืนขึ้นมาอีก พร้อมๆกับ ลูกของเขา ใช่สิ ต้องเป็นลูกของเขาแน่ๆ ในตอนนั้นถ้าเขาไม่พลาดพลั้ง กรกมลก็ไม่ต้องท้อง และจากไปพร้อมลูกของเขาแบบนี้

“หักห้ามใจซะเถอะนะ หนูกรตายไปแล้ว เขาไปสบายแล้ว ไอ้คนที่อยู่สิ ลำบาก ตะวันน่ะ โทษแต่ตัวเองว่าเป็นคนผิด” คุณหญิงลูบหลังลูบไหล่หลานชาย

“ก็หรือไม่จริง เพราะเด็ฏนั่น กรถึงต้องตาย” วศินโพล่งออกมาเสียงดัง น้ำตาไหลอาบแก้มลูกผู้ชายเมื่อคิดถึงกรกมล

“ทำไมพูดแบบนั้น มันเป็นอุบัติเหตุ แค่นี้ตะวันก็เสียใจจะแย่ แกยังจะเอาอะไรอีก”

“แน่ใจเหรอครับว่าเสียใจ ไม่ใช่สะใจ” วศินเหลือบมองไปทางอื่น เขาไม่มีทางอภัย บอกไว้เลย ไม่มีทาง


..............
หมายเหตุ : เข้าสู่ระบบก่อน จึงจะโพสความคิดเห็นได้
Untitled Document